Photobucket

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แบบฝึกเสริมทักษะ

แบบฝึกเสริมทักษะ

 

  ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ
                        ภาษา เป็นเรื่องทักษะ  ซึ่งจำแนกได้เป็น  2  ทาง  คือ  ทักษะการรับเข้า  ได้แก่  การอ่านและการฟัง  และทักษะการแสดงออก  ได้แก่  การพูดและเขียน  ทักษะทางภาษาจำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ  แบบฝึกเสริมทักษะนับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการเรียนภาษาได้มี ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญทางภาษา  ให้ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้
                        ชัยยงค์  พรหมวงศ์  (2535 : 16)  ให้ความหมาย  แบบฝึกเสริมทักษะว่า  หมายถึง  สิ่งที่นักเรียนต้องใช้ควบคู่กับการเรียน  ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบฝึกที่ครอบคลุมกิจกรรมที่นักเรียนพึงกระทำ  อาจกำหนดแยกเป็นแต่ละหน่วย  หรืออาจรวมเล่มก็ได้
                        ลักษณา  อินทะจักร  (2538 : 161)  ให้ความหมาย  แบบฝึกเสริมทักษะว่า  หมายถึง แบบฝึกที่ครูสร้างขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างแท้จริง
                        ศศิธร  ธัญลักษณานันท์  (2542 : 375)  ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า  หมายถึง  แบบฝึกเสริมทักษะที่ใช้ฝึกความเข้าใจ  ฝึกทักษะต่าง ๆ และทดสอบความสามารถของนักเรียนตามบทเรียนที่ครูสอนว่า  นักเรียนเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด
                        กู๊ด  (Good  1973 : 224, อ้างถึงใน  ลักษณา  อินทะจักร  2538 : 160)  ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า  หมายถึง  งานหรือการบ้านที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำ  เพื่อทบทวนความรู้ที่ได้เรียนมาแล้ว  และเป็นการฝึกทักษะการใช้กฎใช้สูตรต่าง ๆ ที่เรียนไป
                        พจนานุกรม  เวบสเตอร์  (Webster  1981 : 64)  ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่าหมายถึง  โจทย์ปัญหา  หรือตัวอย่างที่ยกมาจากหนังสือ  เพื่อนำมาใช้สอนหรือให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ให้ดีขึ้น  หลังจากที่เรียนบทเรียนไปแล้ว
                        ดังนั้น  จึงอาจกล่าวได้ว่า  แบบฝึกเสริมทักษะ  หมายถึง  งานหรือกิจกรรมที่ครู               สร้างขึ้น  โดยมีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย  มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น  และช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง  อาจจะให้นักเรียนทำแบบฝึกขณะเรียนหรือหลังจากจบบทเรียนไปแล้วก็ได้

 ความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะ
                        ภาย หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปแล้ว  การเรียนการสอนนั้นย่อม          ไม่เกิดผลอย่างเต็มที่ถ้าไม่ได้รับการฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญและเข้าใจ อย่างแท้จริงโดยเฉพาะวิชาภาษาไทย  เพราะ ภาษาไทยเป็นวิชาทักษะซึ่งเป็นวิชาที่ต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อเป็นเครื่องมือ ในการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ และการดำเนินชีวิตประจำวันตามที่หลักสูตรประถมศึกษา  พุทธศักราช 2521  (ฉบับปรับปรุง  พ.ศ. 2533)  ต้องการ  ดังนั้นในการสอนภาษาไทยจึงต้องมีการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญคล่องแคล่ว  เพื่อช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการทางภาษาเพิ่มขึ้นตามวัยและความสามารถของตนที่ จะทำได้  และเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้ฝึกทักษะทางภาษาให้ได้ผลดีก็คือ  แบบฝึกเสริมทักษะ  ดังที่นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้
                        กมล  ดิษฐกมล  (2526 : 18, อ้างถึงใน  ลักษณา  อินทะจักร  2538 : 163)  กล่าวว่า  แบบฝึกเสริมทักษะเป็นหัวใจของการสอนวิชาทักษะอยู่ที่การฝึก  การฝึกอย่างถูกวิธีเท่านั้นจะทำให้เกิดความชำนิชำนาญ  คล่องแคล่วว่องไวและทำได้โดยอัตโนมัติ
                        วีระ  ไทยพานิช  (2528 : 11)  ได้อธิบายว่า  แบบฝึกเสริมทักษะทำให้เกิดการเรียนรู้จากการกระทำจริง  เป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนมีจุดประสงค์แน่นอน  ทำให้สามารถรู้และจดจำสิ่งที่เรียนได้ดี  จนนำไปใช้ในสถานการณ์เช่นเดียวกันได้
                        เพตตี้  (Petty  1963 : 269)  ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะไว้อย่างชัดเจนว่าแบบฝึกเสริมทักษะ เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ                   เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครูได้มาก  ช่วยส่งเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน  ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล  เพราะการให้นักเรียนทำแบบฝึกเสริมทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง  จะทำให้ประสบผลสำเร็จทางด้านจิตใจมาก  ทั้งยังช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนสิ่งที่เรียนได้ด้วยตนเองและใช้เป็น เครื่องมือวัดผลการเรียนได้อีกด้วย
                        ดังนั้น  แบบฝึกเสริมทักษะจึงเป็นเครื่องมือสำคัญ  ที่จะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น  แบบฝึกเสริมทักษะจึงนับว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อการเรียนวิชาที่ต้องการ ฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ  มีความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนมากยิ่งขึ้น
  
ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะ
การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักในการสร้างที่สอดคล้องกับ ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะด้วย  ซึ่งมีผู้รู้ได้เสนอแนะไว้ดังนี้
การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักในการสร้างที่สอดคล้อง กับลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะด้วย  ซึ่งมีผู้รู้ได้เสนอแนะไว้ดังนี้
นิตยา  ฤทธิ์โยธี  (2520 : 1)  ได้กล่าวถึงลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะไว้ว่า          แบบฝึกเสริมทักษะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนมาแล้ว  เหมาะสมกับระดับ  วัย  หรือความสามารถของเด็ก  มีคำชี้แจงสั้น ๆ ที่ทำให้เด็กเข้าใจวิธีทำได้ง่าย  ใช้เวลาเหมาะสมหรือใช้เวลาไม่นาน  และเป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ
สามารถ  มีศรี  (2530 : 28)  กล่าวว่า  แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีต้องเกี่ยวกับบทเรียนที่เรียนมาแล้วเหมาะสมกับวัยของ ผู้เรียน  มีคำสั่งและคำอธิบาย  มีคำแนะนำการใช้แบบฝึก                เสริมทักษะ  มีรูปแบบที่น่าสนใจและมีกิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบ
โรจนา  แสงรุ่งระวี  (2531 : 22)  กล่าวว่า  แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีนอกจากมีคำอธิบายชัดเจนแล้วควรเป็นแบบฝึกสั้น ๆ ใช้เวลาในการฝึกไม่นานเกินไปและมีหลายรูปแบบ
ฉะนั้น  จึงอาจกล่าวได้ว่า  แบบฝึกเสริมทักษะที่ดี  ครูผู้สร้างจะต้องยึดหลักจิตวิทยา  ใช้สำนวนภาษาที่ง่าย  เหมาะสมกับวัย  ความสามารถของผู้เรียน  มีกิจกรรมหลากหลาย  มีคำสั่ง  คำอธิบาย  และคำแนะนำการใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่ชัดเจนเข้าใจง่าย  ใช้เวลาในการฝึกไม่นานและที่สำคัญมีความหมายต่อชีวิต  เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ
การ สร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักการสร้างที่สอดคล้องกับ ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะด้วย  ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีผู้เสนอแนะไว้ดังนี้
วรนาถ  พ่วงสุวรรณ  (2518 : 34 – 37)  ได้ให้หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้
1.       ตั้งจุดประสงค์
2.       ศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา
3.       ขั้นต่าง ๆ ในการสร้าง
3.1    ศึกษาปัญหาในการเรียนการสอน
3.2    ศึกษาหลักจิตวิทยาของเด็กและจิตวิทยาการเรียนการสอน
3.3    ศึกษาเนื้อหาวิชา
3.4    ศึกษาลักษณะของแบบฝึกเสริมทักษะ
3.5    วางโครงเรื่องและกำหนดรูปแบบให้สัมพันธ์กับโครงเรื่อง
3.6    เลือกเนื้อหาต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาบรรจุในแบบฝึกเสริมทักษะให้ครบตามที่กำหนด
เกสร  รองเดช  (2522 : 36 – 37)  ได้เสนอแนะแนวทางในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะดังนี้
1.  สร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียน  คือ  ไม่ง่ายไม่ยากจนเกินไป
2. เรียงลำดับแบบฝึกเสริมทักษะจากง่ายไปหายาก โดยเริ่มจากการฝึกออกเสียงเป็น พยางค์  คำ วลี ประโยค  และคำประพันธ์
3.  แบบฝึกเสริมทักษะบางแบบควรใช้ภาพประกอบ  เพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน  ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการฝึก  และจะช่วยยั่วยุให้ติดตามต่อไปตามหลักของการจูงใจ
4. แบบฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้นเป็นแบบฝึกสั้นๆง่ายๆ ใช้เวลาในการฝึกประมาณ  30  ถึง  45  นาที
5.  เพื่อป้องกันความเบื่อหน่าย  แบบฝึกต้องมีลักษณะต่าง ๆ เช่น  ประสมคำจากภาพ  เล่นกับบัตรภาพ  เติมคำลงในช่องว่าง  อ่านคำประพันธ์  ฝึกร้องเพลง  และใช้เกมต่าง ๆ ประกอบ
                        บ็อค  (Bock  1993 : 3)  ได้ให้ข้อพิจารณาในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ  ดังนี้
1.  กำหนดจุดประสงค์ให้ชัดเจน  เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบจุดมุ่งหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ
2.  ให้รายละเอียดต่าง ๆ เช่น  คำแนะนำในการทำแบบฝึกเสริมทักษะหรือขั้นตอนในการทำอย่างละเอียด
3.  สร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีรูปแบบที่หลากหลาย  เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียนมากที่สุด  เช่น  แบบฝึกเสริมทักษะอาจใช้รูปแบบง่าย ๆ โดยเริ่มจากการให้นักเรียน           ตอบคำถามในลักษณะถูกผิดจนถึงการให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น
4.  แบบฝึกเสริมทักษะควรสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียน  เช่น  การให้นักเรียนเขียนเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงในตารางหรือแผนภูมิที่ กำหนดให้
จากแนวคิดข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า  การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลักใน          การสร้างดังนี้
1. ต้องยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละวัยต้องคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ  แรงจูงใจของนักเรียน
2.  ต้องตั้งจุดประสงค์ในการฝึกว่าต้องการฝึกเสริมทักษะใด  เนื้อหาใด  ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อะไร
3.  แบบฝึกเสริมทักษะต้องไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไป  คำนึงถึงความสามารถของเด็กและต้องเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก
4.  ต้องศึกษาขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ  ปัญหาและข้อบกพร่องของนักเรียน
5.  แบบฝึกเสริมทักษะต้องมีคำชี้แจง  และควรมีตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจมากขึ้น  และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
6.  แบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลายรูปแบบ  หลายลักษณะ  เพื่อจูงใจในการทำ  ทำให้นักเรียนมีความรู้สึกว่ามีจำนวนไม่มาก
7.  ควรมีรูปภาพประกอบที่สวยงามเหมาะสมกับวัยของเด็ก
8.  ควรใช้ภาษาสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือคำสั่ง
9.  ควรมีการทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้จริง
10.  ควรจัดทำเป็นรูปเล่ม  ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้ง่าย  นักเรียนสามารถนำมาทบทวนก่อนสอบได้

 หลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ
                        การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพ  สำหรับนำไปใช้กับนักเรียนนั้น  ต้องอาศัยหลักจิตวิทยาในการเรียนรู้  และทฤษฎีที่ถือว่าเป็นแนวความคิดพื้นฐานของการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะเข้า ช่วย  เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถของนักเรียน
                        เดโช  สวนานนท์  (2521 : 159 – 163)  ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้ของ  ธอร์นไดค์  และสกินเนอร์  (Thorndike  and  Skinner)  ดังนี้ ธอร์นไดค์  ได้ตั้งกฎการเรียนรู้ขึ้น  3  กฎ  ซึ่งนำมาใช้ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ  ได้แก่
1.  กฎแห่งผล  (Law  of  Effect)  มีใจความว่าการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองจะดียิ่งขึ้นเมื่อผู้เรียนแน่ใจว่าพฤติกรรมตอบสนองของตนถูกต้อง  การให้รางวัลจะช่วยส่งเสริมการแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ อีก
2.  กฎแห่งการฝึกหัด  (Law  of  Exercise)  มีใจความว่า  การที่มีโอกาสได้กระทำซ้ำ ๆ ในพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งนั้น ๆ จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  การฝึกหัดที่มีการควบคุมที่ดีจะส่งเสริมผลต่อการเรียนรู้




อ้างอิง : http://learners.in.th/blog/pungkung007/148590


บทเรียนสำเร็จรูป

บทเรียนสำเร็จรูป


ความหมาย
             บทเรียนสำเร็จรูป หมายถึง บทเรียนที่ผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการเรียน รู้ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ในแต่ละสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแต่ละบทเรียน โดยเริ่มจากเนื้อหาสาระที่ง่าย ๆ ไปสู่เนื้อหาที่ยากขึ้นไปตามลำดับ เป็นบทเรียนที่สร้างขึ้นโดยกำหนดวัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการ และสื่อการเรียนการสอนไว้ล่วงหน้า ผู้เรียนสามารถศึกษา ค้นคว้า และประเมินผลการเรียนด้วยตนเองตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

จุดมุ่งหมายของบทเรียนสำเร็จรูป
1. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเต็มความ สามารถ โดยครูคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนมีปัญหา
2. เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปตามลำดับขั้น จากง่ายไปหายาก
3. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินตนเอง และทราบถึงพัฒนาการในการเรียนรู้ของตนเอง
4. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจ เมื่อประสบความสำเร็จในการเรียนรู้

หลักการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป
1. ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม หรือมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม
2. ผู้เรียนได้ประเมินตนเอง และรู้คำตอบได้ทันที
3. มีการเสริมแรงให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจเมื่อสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง และมีความพยายามที่จะแก้ไขส่วนที่บกพร่อง
4. ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปที่ละลำดับ จากง่ายไปยากตามศักยภาพและความสามารถของ แต่ละคน

ลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูป
            ลักษณะสำคัญของบทเรียนสำเร็จรูป คือ การออกแบบการบรรจุเนื้อหาและสาระการเรียนรู้ออกเป็น กรอบ (Frame) ซึ่งเนื้อหาและสาระการเรียนรู้ดังกล่าวนั้นจะนำมาจัดทำเป็นหน่วยการเรียนรู้ ย่อย ๆ แล้วบรรจุเนื้อหาสาระการเรียนรู้หน่วยย่อย ๆ ดังกล่าวลงไปในกรอบแต่ละกรอบให้มีความสัมพันธ์และเรียงลำดับเนื้อหาจากง่าย ไปยาก  กรอบสาระการเรียนรู้ (Frame) ในแต่ละกรอบของบทเรียนสำเร็จรูปประกอบด้วย
1. การอธิบายเนื้อหา
2. แบบประเมินผลก่อนเรียน
3. เนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้
4. คำถาม
5. เฉลยคำตอบ
6. แบบประเมินผลหลังเรียน

ชนิดของกรอบในบทเรียนสำเร็จรูป
         กรอบสาระการเรียนรู้ในบทเรียนสำเร็จรูปกำหนดไว้ 4 ชนิด ดังนี้
1. กรอบตั้งต้น (Set Frame) เป็นกรอบที่เป็นเสมือนกรอบนำเข้าสู่บทเรียน ในกรอบนี้จะเป็นข้อมูลการเรียนรู้หลักการ ทฤษฎี และคำถามง่าย ๆ ที่กำหนดให้ผู้เรียนตอบคำถามได้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้กำลังใจหรือเสริมแรงให้มีความสุขกับการเรียนรู้
2. กรอบฝึกหัด (Practice Frame) เป็นกรอบที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกหัดทำกิจกรรมที่มีเนื้อหาสาระเชื่อมโยง มาจากรอบตั้งต้น ในกรอบฝึกหัดนี้เป็นกรอบสำหรับการฝึกทักษะเช่น การอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และการเขียน ซึ่งเนื้อหาสาระการเรียนรู้จะเพิ่มมากขึ้นกว่ากรอบตั้งต้น
3. กรอบรองกรอบส่งท้าย (Sub-Terminal Frame) เป็นกรอบการเรียนรู้ก่อนที่จะถึงกรอบการเรียนรู้ สรุป ที่ผู้เรียนได้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้มาตามลำดับ โดยมีเนื้อหาสาระที่เข้มข้นขึ้นทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนใกล้จะสรุปองค์ความ รู้ที่สมบูรณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากบทเรียนสำเร็จรูปได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง
4. กรอบส่งท้าย (Terminal Frame) เป็นกรอบสาระการเรียนรู้สรุปสุดท้าย หรือกรอบจบของบทเรียนสำเร็จรูป เป็นกรอบที่มีเนื้อหาสาระเข้มข้น และยากกว่ากรอบสาระการเรียนรู้อื่นที่ผ่านมา

ชนิดของบทเรียนสำเร็จรูป
              ในปัจจุบันบทเรียนสำเร็จรูปที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มี 3 ชนิด ได้แก่
1. บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง (Linear Programme)
2. บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme)
3. บทเรียนสำเร็จรูปแบบไม่แยกกรอบ
บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง (Linear Programme)
            บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงจะจัดทำเป็นกรอบเนื้อหาสาระเรียงลำดับไว้ตั้งแต่กรอบที่ 1-2-3จนถึงกรอบจบ ตามที่ผู้สอนได้ออกแบบไว้ ลักษณะกรอบเนื้อหาสาระสำหรับการเรียนรู้จะมีลักษณะดังนี้ 


กิจกรรมการเรียนรู้ของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง
             การ เรียนรู้ตามบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ผู้เรียนจะเริ่มต้นกิจกรรมการเรียนรู้ในกรอบเนื้อหาสาระการเรียนรู้ที่ 1-2-3-4 หรือมากกว่านี้ตามลำดับต่อเนื่องกันไปจนถึงกรอบเนื้อหาสาระสุดท้ายซึ่งเป็น กรอบจบ มีคำถามเสมอว่าการเรียนรู้ตามบทเรียนสำเร็จรูปจะเรียนรู้ข้ามกรอบได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้ เพราะผู้สอนได้ออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดจะสานสัมพันธ์ต่อเนื่องกันไป ถ้าข้ามกรอบการเรียนรู้ใดกรอบการเรียนรู้หนึ่ง เนื้อหาสาระจะขาดหายไป การเรียนรู้ก็จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ลักษณะเด่นของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงก็คือผู้เรียนเก่งจะเรียนรู้ได้ เร็วและจบเร็ว การทำบทเรียนก็ง่าย เพราะแต่ละกรอบสาระการเรียนรู้จะบรรจุเนื้อหาสาระไม่มากนัก
บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme)
           บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขาเป็นบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาสาระการเรียนรู้ เป็นกรอบการเรียนรู้หลัก (กรอบยืน) เหมือนบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง แต่มีความแตกต่างเพิ่มเติมตรงที่นอกจากจะมีกรอบสาระการเรียนรู้หลักแล้ว จะมีกรอบสาระการเรียนรู้สาขาเพิ่มเติมหรือกรอบสาระการเรียนรู้สาขาเข้ามา

 กรอบสาระการเรียนรู้สาขา
            กรอบ สาระการเรียนรู้สาขาเป็นกรอบที่มีเนื้อหาสาระการเรียนรู้พื้นฐานเพิ่มเติม แก่ผู้เรียนที่ยังขาดความพร้อมยังไม่เข้าใจเนื้อหาสาระหรือยังไม่พร้อมที่จะ เรียนรู้ในกรอบต่อไปในแต่ละกรอบสาระการเรียนรู้หลัก จะมีกรอบสาขาการเรียนรู้ 1 หรือ 2 กรอบเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนที่ตอบคำถามผิดพลาดได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้เพิ่ม เติมในกรอบสาระการเรียนรู้สาขา





บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้



           
กรอบสาขาดังกล่าวนี้เรียกว่า Remedial Loops ถ้าผู้เรียนไม่สามารถตอบคำถามในกรอบสาระการเรียนรู้หลักได้แล้วจะต้องเข้าไป ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรู้สาขาที่แตกแขนงออกมาตั้งแต่สอง สาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรู้สาขาแรกแล้วก็สามารถกลับไปศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู้ หลักได้ในทันที แต่ถ้ายังไม่ผ่านก็ศึกษาในสาระการเรียนรู้สาขาอื่น ๆ จนพร้อมแล้วจึงกลับไปศึกษาและทดสอบในกรอบสาระการเรียนรู้หลักอีกครั้ง เมื่อผ่านแล้วก็ศึกษาในกรอบฯ ถัดไป

           
กรอบสาขาลักษณะนี้เรียกว่า Secondary Tracks เมื่อผู้เรียนศึกษาเรียนรู้ในกรอบสาระการเรียนรู้ที่ 1 และสามารถตอบคำถามได้ก็ผ่านไปเรียนรู้ในกรอบฯ ที่ 2 ถ้าไม่ผ่านต้องกลับไปศึกษาในกรอบฯ สาขา 1 ถ้าตอบได้ถูกต้องก็ไปเรียนในกรอบฯ ที่ 2 แต่ถ้าตอบผิดก็ต้องไปเรียนในกรอบสาขาฯ 2 จนกว่าจะผ่าน
          

กรอบสาขาประเภทนี้เรียกว่า Gate Frame เมื่อศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู้ 1 แล้ว สามารถที่จะข้ามกรอบฯ ไปข้างหน้าได้หลายกรอบ แต่เมื่อข้ามกรอบฯ ไปแล้วไม่สามารถตอบคำถามในกรอบฯ ที่ข้ามได้ต้องถอยกลับคืนไปกรอบฯ ที่ 1 เพื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นต้น
บทเรียนสำเร็จรูปแบบไม่แยกกรอบ
            บท เรียนสำเร็จรูปแบบไม่แยกกรอบ เป็นบทเรียนสำเร็จรูปที่มีการนำเสนอเนื้อหาสาระเพิ่มขึ้นทีละน้อยตามลำดับ ขั้น ในบทเรียนจะมีแบบทดสอบและแบบเฉลยให้ตรวจสอบได้ในทันทีเหมือนบทเรียนสำเร็จ รูปแบบที่ 1-2 หากแต่การนำเสนอเนื้อหาสาระไม่นำเสนอในรูปของกรอบ เนื้อหาที่นำเสนอต้องต่อเนื่องกัน เหมือนกับการเขียนตำราหรือบทความ


ขั้นตอนในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป
ธีระชัย  ปูรณโชติ  ( 2539  : 27  -36 ) ได้กำหนดขั้นตอนในการสร้างแบบเรียนบทเรียนสำเร็จรูปมีขั้นตอนในการสร้างดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1   ศึกษาวิธีการเขียนบทเรียนสำเร็จรูปชนิดต่างๆจนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทั้งจากตำราและการไต่ถามผู้รู้
ขั้นที่ 2   กำหนดและเลือกวิชาที่จะเขียนและระดับชั้นที่จะใช้ในบทเรียนสำเร็จรูปนั้น
ขั้นที่  3     เลือกหน่วยการเรียนว่าจะเขียนในเรื่องใด
ขั้นที่  4  กำหนดหัวเรื่องต่างๆ ที่จะเขียนโดยศึกษาจากหลักสูตรประมวล การสอน     โครงการสอน  คู่มือครู  และหนังสือเรียนว่าหลักสูตรกำหนดให้นักเรียนเรียนอะไรบ้างแล้วเลือก    หัวเรื่องที่จะเขียนสำหรับขั้นที่ หนึ่งถึงขั้นที่สี่นั้น  ผู้สร้างบทเรียนควรพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่าง   เสียก่อนคือ ความเหมาะสมที่จะสร้างเป็นบทเรียนสำเร็จรูปและควรเขียนเป็นบทเรียนสำเร็จรูปประเภทใด
ขั้นที่ 5     ศึกษาลักษณะของผู้เรียน ได้แก่อายุ ระดับขั้น พื้นฐาน ความรู้เดิมและทักษะที่นักเรียนเคยได้รับการฝึกฝนมาก่อน ทั้งนี้เพราะบทเรียนโปรแกรมมีหลักการสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้ เรียนในด้านต่างๆ
ขั้นที่ 6    ตั้งจุดมุ่งหมายสำหรับบทเรียนโปรแกรมที่จะเขียนโดยจะต้องตั้งจุดมุ่งหมาย เฉพาะการตั้งจุดมุ่งหมายนี้จะเป็นแนวทางในการเขียนกรอบต่าง ๆ ในบทเรียนเป็นอย่างดีและยังเป็นประโยชน์ต่อการสร้างแบบทดสอบ  ซึ่งจะใช้ทดสอบกับนักเรียนก่อนเรียนและ      หลังเรียนบทเรียนแล้วด้วย
       ในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การตั้งวัตถุประสงค์ของบทเรียนสำเร็จรูปว่า หลังจากที่ได้เรียนจบบทเรียนแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเกิดขึ้นในตัว ของ    ผู้เรียนอย่างไรบ้างโดยที่พฤติกรรมต่างๆนั้นควรเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัดหรือสังเกตได้ว่าผู้เรียน  มีความสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง เมื่อการเรียนจบลงแล้ว  การเขียนวัตถุประสงค์ของการเรียน   การสอนควรแยกกล่าวเป็นข้อๆ เพื่อให้วัตถุประสงค์นั้นเด่นชัดขึ้น และต้องบรรยายด้วยถ้อยคำที่ทำให้ตีความหมายที่ได้ชัดเจนรัดกุม มองเห็นภาพของการแสดงออกของผู้เรียนได้ ตัวอย่างของ         พฤติกรรมที่สังเกตและวัดได้ เช่น เขียน, บอก,อธิบาย,จำแนก,สร้าง,เปรียบเทียบ,ทดลอง,พิสูจน์,สรุป เป็นต้น และควรกำหนดเงื่อนไขของการสังเกตพฤติกรรมออกมาให้เห็นภายใต้เงื่อนไขอันใด เช่นโดยกำหนดปัญหาให้, โดยไม่ต้องเปิดดูหนังสือ,โดยไม่กำหนดสูตรให้
     นอกจากนี้ควรกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำลงไปด้วยว่า ความสำเร็จขั้นใดจึงจะเป็นที่ยอมรับโดยอาจกำหนดเวลาในการทำบทเรียนหรือแบบ ทดสอบ หรือวางเกณฑ์มาตรฐานออกมาในรูปของ  ร้อยละหรือสัดส่วน เช่น เมื่อผู้เรียนจบบทเรียนแล้วจะต้องมีความรู้คิดเป็นร้อยละเท่าใดซึ่ง       การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำนี้ควรกำหนดไว้ก่อนที่จะทำการเรียนการสอน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สอน  เกิดการลำเอียงได้
ขั้นที่ 7 วางโครงเรื่องที่จะเขียนเป็นลำดับเรื่องราวก่อนหลังจากง่ายไปหายากเพราะบท เรียนโปรแกรมจะต้องแบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนๆ ย่อยๆ และแต่ละตอนจะตั้งต่อเนื่องสัมพันธ์กัน
ขั้นที่ 8  ลงมือเขียนบทเรียนสำเร็จรูปตามจุดหมายที่วางเอาไว้ โดยแบ่งบทเรียนออก เป็นตอนๆ หรือบททั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ เป็นการแบ่งความรู้เป็นหมวดหมู่ เพื่อนักเรียนจะได้เข้าใจ และจดจำได้ง่ายแล้วดำเนินการเขียนกรอบต่างๆในบทเรียนตามหลักการเขียนบทเรียน โปรแกรม การเขียนกรอบในบทเรียนจะเริ่มด้วยกรอบให้ความรู้ ติดตามด้วยกรอบฝึกหัด และกรอบทดสอบเป็นตอนๆไปจำนวนกรอบจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้เรียน ถ้าเป็นบทเรียนสำหรับเด็กเก่ง จำนวนกรอบอาจจะน้อยกว่าบทเรียนสำหรับเด็กอ่อนก็ได้
ลักษณะของกรอบควรเป็นดังนี้
1.  เนื้อหาในแต่ละกรอบจะต้องแบ่งเป็นขั้นที่เล็กมาก  และไม่ควรมีความรู้ใหม่เกิน 1 อย่าง
2. จะต้องเรียงลำดับกรอบอย่างระมัดระวัง จากง่ายไปหายาก และให้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน ไม่ขาดตอนหรือกระโดดข้าม
3. มีการแนะให้อย่างถูกต้องเหมาะสมไม่แนะทางมากจนเกินไป
4. ไม่บรรยายอย่างเพ้อเจอ
5.  มีการย้ำซ้ำทวนบ่อยๆ
6.  มีการตั้งคำถาม และกระตุ้นให้ผู้เรียนหาคำตอบทีเหมาะสม
7. มีการเฉลยคำตอบทันที เพื่อให้ผู้เรียนทราบผลว่าคำตอบของตนถูกหรือผิด

ขั้นที่  9   ถ้าเป็นไปได้ควรนำบทเรียนสำเร็จรูปที่เขียนเสร็จแล้วไปให้เพื่อนครูที่
สอนวิชานั้นๆ หรือผู้ทรงคุณวุฒิอ่านและให้ข้อติชม เพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุรกรอบต่างๆ ในบทเรียนให้ดียิ่งขึ้น
ขั้นที่ 10   นำบทเรียนที่ปรับปรุงและเห็นว่าเรียบร้อยแล้วมาโดยยังไม่ใส่คำตอบของคำถาม ต่างๆ เพื่อที่จะนำบทเรียนนี้ไปทดลองใช้กับนักเรียนในขั้นทดลองหนึ่งต่อหนึ่ง หรือที่เรียกว่าการทดลองขั้นหนึ่งคน
ขั้นที่ 11  สร้างแบบทดสอบขึ้นชุดหนึ่งตามจุดมุงหมายที่วางเอาไว้ให้ครบถ้วน และ ครอบคลุมทุกเรื่องตามบทเรียน บทเรียนตอนใดมีเนื้อหามากก็ออกข้อสอบให้มาก บทเรียนตอนใดเนื้อหาน้อยก็ออกข้อสอบให้น้อย ถ้าออกข้อสอบในแนวนี้ก็จะได้ข้อสอบมีความเที่ยงตรง(validity) แบบทดสอบนี้อาจเป็นแบบให้เลือกตอบชนิดสี่หรือห้าตัวเลือกก็ได้  แบบทดสอบ         ดังกล่าวใช้ทดสอบนักเรียนก่อนบทเรียน  เพื่อจะได้ทราบว่านักเรียนมีความรู้ในบทเรียนอยู่แล้วเพียงใด และใช้ทดสอบห้องเรียนบทเรียนแล้วด้วย เพื่อได้ทราบความก้าวหน้าของนักเรียน หลังจากเรียนบทเรียนสำเร็จรูปไปแล้ว นักเรียนมีความรู้เพิ่มเติมเพียงไร มีเกณฑ์มาตรฐานกำหนดไว้ว่า หลังจากที่นักเรียนเรียนบทเรียนสำเร็จรูปไปแล้วนักเรียนควรจะต้องทำแบบทดสอบ ชุดนี้ให้ถูกต้องถึงร้อยละ 90 (90%)ภายในเวลาที่กำหนดจึงจะถือว่านักเรียนมีความรู้หลังเรียนบทเรียนแล้วอย่างแท้จริงและได้มาตรฐานที่วางไว้
      สำหรับแบบทดสอบที่สร้างขึ้นนี้จะต้องนำไปวิเคราะห์รายข้อเพื่อหาค่าความยากง่ายค่า
อำนาจจำแนก และปรับปรุงแก้ไขให้มีค่าความยากง่ายที่เหมาะสมคือระหว่าง  0.20 – 0.80  และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไปแล้วนำไปหาค่าความเที่ยง (reliability) ของแบบทดสอบนั้น         เสียก่อน เพื่อจะได้มั่นใจว่าแบบทดสอบดังกล่าวมีความเที่ยงสูงอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้
ขั้นที่12  นำบทเรียนสำเร็จรูปที่เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วตามขั้นที่สิบไปทดลองใช้กับ นักเรียนหนึ่งคน โดยเริ่มใช้ทำแบบทดสอบก่อนแล้วจับเวลาไว้เพื่อจะได้ทราบว่าแบบทดสอบ     ดังกล่าวนักเรียนสามารถทำได้เสร็จภายในเวลาประมาณกี่นาที จะได้นำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการใช้จริงต่อไป เมื่อนักเรียนทำแบบทดสอบเสร็จแล้วก็ให้นักเรียนเรียนบทเรียนสำเร็จรูปที่ สร้างขึ้นนั้นโดยผู้สอนจะต้องอธิบายให้นักเรียนเข้าใจความมุ่งหมายและวิธี เรียนเสียก่อน  (บทเรียนสำเร็จรูปที่ให้นักเรียนหนึ่งคนเรียนนี้ ไม่มีคำตอบไว้ให้) นัก เรียนจะต้องอ่านบทเรียนไปทีละ กรอบทีละตอนและตอบคำถามทีละคำถาม เมื่อนักเรียนตอบแต่ละคำถามผู้สอนจะเฉลยคำตอบที่ถูกให้ทันทีทำเช่นนี้เรื่อย ไปทีละกรอบถ้านักเรียนตอบคำถามข้อใดผิด หรือไม่เข้าใจคำถามผู้สอนก็จะอภิปรายกับนักเรียนเพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขบท เรียนในกรอบนั้น หรือคำถามนั้นให้ดีขึ้น โดยผู้สร้างบทเรียนจะจดบันทึกสิ่งที่ควรแก้ไข แลละนำมาปรับปรุงแก้ไขภายหลัง ขั้นทดลองหนึ่งคนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดูความเป็นไปได้เหมาะสมของบทเรียน ตลอดจนความยากหรือง่ายเกินไปของบทเรียนด้วยเพื่อจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขให้ ดียิ่งขึ้นต่อไป การเรียนบทเรียนดังกล่าว ถ้าบทเรียนยาวมากก็อาจ   แบ่งเรียนช่วงละหนึ่งชั่วโมง แล้วพักเป็นช่วงๆไปจนกว่าจะจบบทเรียน หลังจากทำบทเรียนเสร็จและ พักหายเหนื่อยดีแล้วก็ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนซึ่งเป็นแบบทดสอบชุด เดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน  เพื่อเปรียบเทียบคะแนนจากการทำแบบทดสอบทั้งสองครั้งว่านักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าบทเรียนโปรแกรมที่สร้างขึ้นมีคุณภาพเพียงพอที่จะนำไปทดลองในขั้นต่อไป ผลการเปรียบเทียบคะแนนควรจะแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้ก้าวหน้าขึ้น หลังจากเรียนบทเรียนแล้ว
ขั้นที่ 13 นำบทเรียนโปรแกรมไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มเล็กที่เรียนอยู่ในระดับ
ปานกลาง จำนวน 10 คนซึ่งมีวิธีการเหมือนกับการทดลองในขั้นหนึ่งคนต่างกันก็แต่เพียงบทเรียนจะ มีคำตอบของคำถามไว้ให้เสร็จ มีลักษณะเหมือนบทเรียนที่จะนำไปใช้จริงๆ  นักเรียนจะต้องเรียนตามบทเรียนไปทีละกรอบ และตรวจคำกรอบของตนกับเฉลยคำตอบที่ให้ไว้ในบทเรียน และในบทเรียนแบบโปรแกรมในขั้นนี้จะเขียนคำแนะนำในการเรียนไว้ซึ่งนักเรียนจะ ต้องทำความเข้าใจกับวิธีการเรียนเสียก่อนแล้วจึงลงมือเรียนตามบทเรียน รอจนกว่านักเรียนทุกคนจะทำบทเรียนเสร็จแล้วบันทึกเวลาไว้สำหรับเป็นเวลาที่ ควรใช้ในการเรียนบทเรียนนี้ต่อไป
ขั้นที่ 14 การทดลองภาคสนามกับนักเรียน  100 คนโดยนำบทเรียนสำเร็จรูปที่ผ่านการทดลองในขั้นกลุ่มเล็ก 10 คน และปรับปรุงแก้ไขและไปทดลองใช้กับนักเรียนจำนวน 100 คนซึ่งนักเรียน  100 คนนี้ไม่เจาะจงว่าเป็นนักเรียนเก่งหรืออ่อน แต่ควรเป็นนักเรียนที่เป็น      ตัวแทนของนักเรียนทั่วไป วิธีการทดลองในขั้นนี้มีวิธีการเหมือนขั้นทดลองในกลุ่มเล็ก 10 คน    ทุกประการต่างกันที่วัตถุประสงค์   

ลักษณะเด่นที่ได้จากนวัตกรรม  
1.             เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นใหม่โดยอาศัยหลักจิตวิทยา 
2.             เป็นนวัตกรรมที่นักเรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง ทุกเวลา ทุกสถานที่  ตามศักยภาพของผู้เรียน    
3.             เป็นนวัตกรรมที่ทดลองหาประสิทธิภาพแล้วตามกระบวนการวิจัยสามารถเชื่อถือได้  
4.             เป็นนวัตกรรมที่สามรถพัฒนาต่อเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ 
             

ข้อจำกัดของบทเรียนสำเร็จรูป 
1.             การออกแบบบทเรียน  ต้องมีการออกแบบที่ดีโดยผู้เชี่ยวชาญจึงจะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพสูงสุด 
2.             ความน่าเบื่อหน่าย     การที่เรียนแบบเดียวซ้ำ     กัน อาจทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่ายในการเรียนได้
3.          ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  การแบบบทเรียนสำเร็จรูปเป็นการสอนรายบุคลจึงทำให้ ผู้เรียนแต่ละคนต้องหมกมุ่นกับการเรียนของตนเองและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ อื่น  ในการเรียนในลักษณะนี้จึงไม่เหมาะสำหรับเด็กเท่าใดนัก  เพราะจะทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกับ    ผู้อื่น  และไม่ควรใช้การเรียนแบบนี้เพียงอย่างเดียว

อ้างอิง : http://panchalee.wordpress.com/2009/04/17/programinstructional1/

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นวัตกรรมเครื่องสอน

เครื่องสอน (Teaching Machine)

ความหมาย :
เป็นเครื่องมือที่ใช้กับบทเรียนโปรแกรม โดยอาศัยกลไกตั้งแต่แบบง่าย ๆ
 ราคาถูกไปจนถึงเครื่องกลไกชั้นสูง คอมพิวเตอร์ราคาแพง
ในการเสนอบทเรียนให้แก่ผู้เรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละคน
 

ลักษณะของเครื่องสอน
โปรแกรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบต่อก้าน อาจอยู่ในแผ่นกระดาษม้วนหรือแผ่นอาซีเตทก็ได้
ตัวเครื่องอาจเป็นซองกระดาษ กล่องไม้ หรือกล่องเหล็ก มีช่องหน้าต่างสำหรับผู้เรียน
กรอกคำตอบหรือมีปุ่มให้เลือกตอบ แล้วแต่ชนิดของเครื่องสอน

 
ประเภทของเครื่องสอน
1. เครื่องสอนจำพวกที่ผู้เรียนสร้างคำตอบเอง
2. เครื่องสอนจำพวกใช้ฝึก
3. เครื่องสอนจำพวกสร้างคำตอบด้วยกลไก
4. เครื่องสอนจำพวกเลือกคำตอบแบบเชิงเส้น
5. เครื่องสอนสำหรับบทเรียนโปรแกรมแบบสาขา
6. เครื่องสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก

ข้อดีของเครื่องสอน
1. ป้องกันการทุจริตของผู้เรียน
2. ใช้สอนผู้อ่านหนังสือไม่ออกได้
3. บันทึกข้อที่ผู้เรียนผิดพลาดได้ สะดวกแก่การนำมาปรับปรุงแก้ไข
4. ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ
5. ทำหน้าที่ในการสอนรายบุคคลได้ดีกว่าครู
6. ไม่ดุหรือทำโทษนักเรียน
7. ตัวบทเรียนราคาถูกกว่าหนังสือ
8. ใช้ร่วมกับสื่ออื่น ๆ ได้
9. ใช้ได้หลายครั้ง สิ้นเปลืองน้อยกว่าบทเรียนโปรแกรมในลักษณะของตำราเครื่องสอน (Teaching Machine)
10. เป็นเครื่องมือที่ใช้กับบทเรียนโปรแกรม โดยอาศัยกลไกตั้งแต่แบบง่าย ๆ ราคาถูกไปจนถึงเครื่องกลไกชั้นสูง คอมพิวเตอร์ราคาแพง ในการเสนอบทเรียนให้แก่ผู้เรียน สามารถเรียนบนได้ด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละคน  

ชุดการสอน

ชุดการสอน



ความหมายชุดการสอน                
ชุดการสอน  คือ  การนำเอาสื่อประสม ( Multi-media )  ที่สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและประสบการณ์ของแต่ละหน่วย   มาช่วยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   ชุดการสอนจัดไว้ในกล่องหรือซองเป็นหมวดๆภายในชุดการสอนประกอบด้วย  คู่มือการใช้ชุดการสอน  สื่อการสอนที่สอดคล้องกับเนื้อหา   และ ประสบการณ์ อาทิ เช่น รูปภาพ สไลด์ เทป เป็นต้น

แนวคิด  หลักการ  และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุดการสอน
ในการนำชุดการสอนไปใช้นั้นอาศัย  แนวคิด  หลักการ  ตลอดจนทฤษฎีต่าง ๆ มี 5  ประการ  คือ
1.แนวคิดตามหลักจิตวิทยาเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล  โดยจัดผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ตามความสามารถ  และอัตราการเรียนรู้ของแต่ละคน
2. แนวคิดที่จะเปลี่ยนการสอนแบบครูเป็นศูนย์กลางมาเป็นแบบให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง   โดยใช้สื่อประสมที่ตรงตามเนื้อหา   โดยมีครูเป็นผู้แนะนำ
3. แนวคิดที่จะจัดระบบการผลิต  การใช้สื่อการสอนในรูปแบบสื่อประสม  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนจากการใช้สื่อช่วยครูมาเป็นสื่อเพื่อช่วยนักเรียนในการเรียนรู้
4. แนวคิดที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน  นักเรียนกับนักเรียน  และนักเรียนกับภาพแวดล้อม โดยการนำสื่อการสอนมาใช้ร่วมกระบวนการกลุ่ม  ในการประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน
5. แนวคิดที่ยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้มาจัดสภาพการเรียนการสอน  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง  และมีผลตอบกลับทันทีที่ตอบถูกหรือตอบผิด   มีการเสริมแรงทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจและต้องการที่จะเรียนต่อไป   ได้เรียนรู้  ทีละน้อยๆ ตามลำดับขั้น  ตามความสามารถและความสนใจของแต่ละคน

ประเภทของชุดการสอน
ชุดการสอนแบ่งตามลักษณะการใช้ได้  3  ประเภท  คือ
1.  ชุดการสอนแบบบรรยาย  หรือชุดการสอนสำหรับครู   เป็นชุดการสอนสำหรับใช้สอนผู้เรียนเป็นกลุ่มใหญ่    ภายในกล่องประกอบด้วยสื่อการสอนที่ประกอบการบรรยาย   เพื่อเปลี่ยนบทบาทของครูให้พูดน้อยลง มาเป็นผู้แนะนำ    เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนมายิ่งขึ้น  ชุดการสอนแบบบรรยายนี้ จะมีเนื้อหาโดยแบ่งหัวข้อที่จะบรรยาย  และประกอบกิจกรรมตามลำดับชั้น    ดังนั้น  สื่อการสอนที่ใช้ความเป็นสื่อที่มองเห็นได้ชัดเจน หรือได้ยินกันทั่วถึง  เช่น  แผ่นภาพโปร่งใส  สไลด์  ฟิมส์คลิป   ภาพยนตร์  แผนภูมิ   โทรทัศน์  เอกสารประกอบการบรรยาย  และกิจกรรมกลุ่ม   เพื่อให้ผู้เรียนได้อภิปรายตามปัญหาและหัวข้อที่ครูกำหนดไว้  และชุดการสอนประเภทนี้  มักจะบรรจุในกล่องที่มีขนาดพอเหมาะกับสื่อการสอน อย่างไรก็ตาม  ถ้าหากวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่สามารถบรรจุไว้ในกล่องได้  จะต้องกำหนดไว้ในคู่มือครู  ส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก่อนทำการสอน
2. ชุดการสอนสำหรับกิจกรรมกลุ่ม  หรือชุดการสอนที่ใช้กับศูนย์การเรียน  เป็นชุดการสอนแบบกิจกรรมที่สร้างขึ้นโดยอาศัยระบบการผลิตสื่อการสอนตามหน่วยและหัวเรื่อง  โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมประกอบกิจกรรมเป็นกลุ่มย่อย ๆ  ประมาณ  5- 7  คน  ในห้องเรียนแบบศูนย์การเรียน  ชุดการสอนแบบกิจกรรมกลุ่มนี้  ประกอบด้วยชุดย่อย ๆ ตามจำนวนศูนย์ในแต่ละหน่วย   ในแต่ละศูนย์การสอนจะจัดสื่อการสอนไว้ในรูปของสื่อประสม  อาจเป็นสื่อรายบุคคล  หรือสื่อสำหรับกลุ่มผู้เรียนทั้งศูนย์ใช้ร่วมกัน  ผู้เรียนที่เรียนได้ใช้ชุดการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม  จะต้องการความช่วยเหลือจากครูในระยะเริ่มเรียนเท่านั้น หลังจากเคยชินกับวิธีการเรียนแบบนี้แล้ว  ผู้เรียนจะสามารถช่วยเหลือกันเองภายในกลุ่ม ระหว่างประกอบกิจกรรม  หากมีปัญหาสามารถถามครูได้ตลอดเวลา
3.  ชุดการสอนรายบุคคล หรือชุดการเรียน เป็นชุดการสอนที่มีการจัดระบบเพื่อให้ผู้เรียน สามารถเรียนด้วยตนเองตามลำดับขั้นตอนที่ระบุไว้ โดยผู้เรียนสามารถเรียนด้วยตนเอง  ตามความสนใจแต่ละคน และตามอัตราการเรียนรู้ของตนเอง  ผู้เรียนสามารถประเมินผลการเรียนด้วยตนเอง  ชุดการสอนประเภทนี้  จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า  หรือศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมด้วยตนเอง  ผู้สอนจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ  และช่วยเหลือทันที หรือผู้เรียนอาจนำชุดการสอนประเภทนี้ไปศึกษาที่บ้านได้  ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมและฝึกฝน ให้ผู้เรียนรู้จักศึกษาและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

องค์ประกอบของชุดการสอน
เอกสารประกอบชุดการสอนที่สร้างขึ้นมีหลายลักษณะ  ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการใช้  เช่นชุดการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม  ชุดการสอนแบบบรรยาย  ซึ่งใช้เป็นกลุ่มใหญ่  และชุดการสอนรายบุคคล หรือชุดการเรียน  ชุดการสอนเหล่านี้ จะมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันตามลักษณะการใช้  ซึ่งอาจมีส่วนประกอบต่างๆ  ดังนี้ 
1.             คู่มือและแบบปฏิบัติ   สำหรับครูผู้ใช้สอนและผู้เรียนเรียนตามชุดการสอน
2.             คำสั่งหรือการมอบหมายงาน  เพื่อกำหนดแนวทางของการเรียนให้นักเรียน
3.             เนื้อหาสาระ  ซึ่งบรรจุอยู่ในรูปของสื่อประสม  และกิจกรรมการเรียนการสอน  ทั้งแบบกลุ่มและ รายบุคคล  ซึ่งกำหนดไว้ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
4.             การประเมินผล เป็นการประเมินผลของกระบวนการ  และผลของการเรียนรู้  ในการประเมินผลกระบวนการ  ได้แก่  แบบฝึกหัด  รายงาน   ส่วนผลการเรียนรู้ ได้แก่  แบบทดสอบ  ซึ่งจะบรรจุอยู่ในกล่อง  โดยจัดเป็นหมวดหมู่สะดวกต่อการใช้

ขั้นตอนการผลิตเอกชุดการสอน
ในการผลิตเอกสารประกอบชุดการสอนนั้น  สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
1.       กำหนดหมวดหมู่ เนื้อหา และประสบการณ์
2.       กำหนดหน่วยสอน
3.       กำหนดหัวเรื่อง
4.       กำหนดมโนคติ และหลักการ
5.       กำหนดวัตถุประสงค์
6.       กำหนดกิจกรรมการเรียน
7.       กำหนดแบบประเมิน
8.       เลือกและผลิตสื่อการสอน
9.       ทดสอบประสิทธิภาพชุดการสอน
10.    การใช้ชุดการสอน
10.1    ขั้นทดสอบก่อนเรียน
10.2    ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน
10.3    ขั้นประกอบกิจกรรม
10.4    ขั้นสรุปและทดสอบหลังเรียน

ประโยชน์ของชุดการสอน
      1) ทำให้ผู้สอนมีความสะดวกในการสอนและมั่นใจในการสอนมากยิ่งขึ้น
      2) ทำให้ผู้สอนมีเวลามากขึ้น
      3) ผู้เรียนได้ประสบการณ์หลากหลาย
      4) ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
      5) ทำให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามโอกาสและความพร้อมของตนเอง
      6) ทำให้การเรียนไม่มีอุปสรรคเรื่องเวลาและสถานที่ใช้
      7) ผู้เรียนเรียนรู้โดยอิสระไม่อยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับ
      8) ช่วยแก้ปัญหาของผู้เรียน และผู้สอนได้หลายอย่าง

ข้อจำกัดของชุดการสอน
     1) การสร้างชุดการสอนให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยผู้รู้และลงทุนสูง
     2) การใช้ชุดการสอนผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจและมีวินัยในการเรียน หากขาดไปก็ไม่ได้
ผลตามที่ต้องการ
     3) ชุดการสอนที่ทำอย่างขาดหลักเกณฑ์และประสิทธิภาพน้อยจะส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนต่ำ

    อ้างอิง : ( ที่มาเรื่อง ชุดการสอน. http:// ednet.kku.ac.th/~sumcha/212300/old.html)