Photobucket

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บทเรียนสำเร็จรูป

บทเรียนสำเร็จรูป


ความหมาย
             บทเรียนสำเร็จรูป หมายถึง บทเรียนที่ผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการเรียน รู้ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ในแต่ละสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแต่ละบทเรียน โดยเริ่มจากเนื้อหาสาระที่ง่าย ๆ ไปสู่เนื้อหาที่ยากขึ้นไปตามลำดับ เป็นบทเรียนที่สร้างขึ้นโดยกำหนดวัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการ และสื่อการเรียนการสอนไว้ล่วงหน้า ผู้เรียนสามารถศึกษา ค้นคว้า และประเมินผลการเรียนด้วยตนเองตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

จุดมุ่งหมายของบทเรียนสำเร็จรูป
1. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเต็มความ สามารถ โดยครูคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนมีปัญหา
2. เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปตามลำดับขั้น จากง่ายไปหายาก
3. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินตนเอง และทราบถึงพัฒนาการในการเรียนรู้ของตนเอง
4. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจ เมื่อประสบความสำเร็จในการเรียนรู้

หลักการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป
1. ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม หรือมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม
2. ผู้เรียนได้ประเมินตนเอง และรู้คำตอบได้ทันที
3. มีการเสริมแรงให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจเมื่อสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง และมีความพยายามที่จะแก้ไขส่วนที่บกพร่อง
4. ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปที่ละลำดับ จากง่ายไปยากตามศักยภาพและความสามารถของ แต่ละคน

ลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูป
            ลักษณะสำคัญของบทเรียนสำเร็จรูป คือ การออกแบบการบรรจุเนื้อหาและสาระการเรียนรู้ออกเป็น กรอบ (Frame) ซึ่งเนื้อหาและสาระการเรียนรู้ดังกล่าวนั้นจะนำมาจัดทำเป็นหน่วยการเรียนรู้ ย่อย ๆ แล้วบรรจุเนื้อหาสาระการเรียนรู้หน่วยย่อย ๆ ดังกล่าวลงไปในกรอบแต่ละกรอบให้มีความสัมพันธ์และเรียงลำดับเนื้อหาจากง่าย ไปยาก  กรอบสาระการเรียนรู้ (Frame) ในแต่ละกรอบของบทเรียนสำเร็จรูปประกอบด้วย
1. การอธิบายเนื้อหา
2. แบบประเมินผลก่อนเรียน
3. เนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้
4. คำถาม
5. เฉลยคำตอบ
6. แบบประเมินผลหลังเรียน

ชนิดของกรอบในบทเรียนสำเร็จรูป
         กรอบสาระการเรียนรู้ในบทเรียนสำเร็จรูปกำหนดไว้ 4 ชนิด ดังนี้
1. กรอบตั้งต้น (Set Frame) เป็นกรอบที่เป็นเสมือนกรอบนำเข้าสู่บทเรียน ในกรอบนี้จะเป็นข้อมูลการเรียนรู้หลักการ ทฤษฎี และคำถามง่าย ๆ ที่กำหนดให้ผู้เรียนตอบคำถามได้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้กำลังใจหรือเสริมแรงให้มีความสุขกับการเรียนรู้
2. กรอบฝึกหัด (Practice Frame) เป็นกรอบที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกหัดทำกิจกรรมที่มีเนื้อหาสาระเชื่อมโยง มาจากรอบตั้งต้น ในกรอบฝึกหัดนี้เป็นกรอบสำหรับการฝึกทักษะเช่น การอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และการเขียน ซึ่งเนื้อหาสาระการเรียนรู้จะเพิ่มมากขึ้นกว่ากรอบตั้งต้น
3. กรอบรองกรอบส่งท้าย (Sub-Terminal Frame) เป็นกรอบการเรียนรู้ก่อนที่จะถึงกรอบการเรียนรู้ สรุป ที่ผู้เรียนได้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้มาตามลำดับ โดยมีเนื้อหาสาระที่เข้มข้นขึ้นทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนใกล้จะสรุปองค์ความ รู้ที่สมบูรณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากบทเรียนสำเร็จรูปได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง
4. กรอบส่งท้าย (Terminal Frame) เป็นกรอบสาระการเรียนรู้สรุปสุดท้าย หรือกรอบจบของบทเรียนสำเร็จรูป เป็นกรอบที่มีเนื้อหาสาระเข้มข้น และยากกว่ากรอบสาระการเรียนรู้อื่นที่ผ่านมา

ชนิดของบทเรียนสำเร็จรูป
              ในปัจจุบันบทเรียนสำเร็จรูปที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มี 3 ชนิด ได้แก่
1. บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง (Linear Programme)
2. บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme)
3. บทเรียนสำเร็จรูปแบบไม่แยกกรอบ
บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง (Linear Programme)
            บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงจะจัดทำเป็นกรอบเนื้อหาสาระเรียงลำดับไว้ตั้งแต่กรอบที่ 1-2-3จนถึงกรอบจบ ตามที่ผู้สอนได้ออกแบบไว้ ลักษณะกรอบเนื้อหาสาระสำหรับการเรียนรู้จะมีลักษณะดังนี้ 


กิจกรรมการเรียนรู้ของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง
             การ เรียนรู้ตามบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ผู้เรียนจะเริ่มต้นกิจกรรมการเรียนรู้ในกรอบเนื้อหาสาระการเรียนรู้ที่ 1-2-3-4 หรือมากกว่านี้ตามลำดับต่อเนื่องกันไปจนถึงกรอบเนื้อหาสาระสุดท้ายซึ่งเป็น กรอบจบ มีคำถามเสมอว่าการเรียนรู้ตามบทเรียนสำเร็จรูปจะเรียนรู้ข้ามกรอบได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้ เพราะผู้สอนได้ออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดจะสานสัมพันธ์ต่อเนื่องกันไป ถ้าข้ามกรอบการเรียนรู้ใดกรอบการเรียนรู้หนึ่ง เนื้อหาสาระจะขาดหายไป การเรียนรู้ก็จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ลักษณะเด่นของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงก็คือผู้เรียนเก่งจะเรียนรู้ได้ เร็วและจบเร็ว การทำบทเรียนก็ง่าย เพราะแต่ละกรอบสาระการเรียนรู้จะบรรจุเนื้อหาสาระไม่มากนัก
บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme)
           บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขาเป็นบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาสาระการเรียนรู้ เป็นกรอบการเรียนรู้หลัก (กรอบยืน) เหมือนบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง แต่มีความแตกต่างเพิ่มเติมตรงที่นอกจากจะมีกรอบสาระการเรียนรู้หลักแล้ว จะมีกรอบสาระการเรียนรู้สาขาเพิ่มเติมหรือกรอบสาระการเรียนรู้สาขาเข้ามา

 กรอบสาระการเรียนรู้สาขา
            กรอบ สาระการเรียนรู้สาขาเป็นกรอบที่มีเนื้อหาสาระการเรียนรู้พื้นฐานเพิ่มเติม แก่ผู้เรียนที่ยังขาดความพร้อมยังไม่เข้าใจเนื้อหาสาระหรือยังไม่พร้อมที่จะ เรียนรู้ในกรอบต่อไปในแต่ละกรอบสาระการเรียนรู้หลัก จะมีกรอบสาขาการเรียนรู้ 1 หรือ 2 กรอบเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนที่ตอบคำถามผิดพลาดได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้เพิ่ม เติมในกรอบสาระการเรียนรู้สาขา





บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้



           
กรอบสาขาดังกล่าวนี้เรียกว่า Remedial Loops ถ้าผู้เรียนไม่สามารถตอบคำถามในกรอบสาระการเรียนรู้หลักได้แล้วจะต้องเข้าไป ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรู้สาขาที่แตกแขนงออกมาตั้งแต่สอง สาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรู้สาขาแรกแล้วก็สามารถกลับไปศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู้ หลักได้ในทันที แต่ถ้ายังไม่ผ่านก็ศึกษาในสาระการเรียนรู้สาขาอื่น ๆ จนพร้อมแล้วจึงกลับไปศึกษาและทดสอบในกรอบสาระการเรียนรู้หลักอีกครั้ง เมื่อผ่านแล้วก็ศึกษาในกรอบฯ ถัดไป

           
กรอบสาขาลักษณะนี้เรียกว่า Secondary Tracks เมื่อผู้เรียนศึกษาเรียนรู้ในกรอบสาระการเรียนรู้ที่ 1 และสามารถตอบคำถามได้ก็ผ่านไปเรียนรู้ในกรอบฯ ที่ 2 ถ้าไม่ผ่านต้องกลับไปศึกษาในกรอบฯ สาขา 1 ถ้าตอบได้ถูกต้องก็ไปเรียนในกรอบฯ ที่ 2 แต่ถ้าตอบผิดก็ต้องไปเรียนในกรอบสาขาฯ 2 จนกว่าจะผ่าน
          

กรอบสาขาประเภทนี้เรียกว่า Gate Frame เมื่อศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู้ 1 แล้ว สามารถที่จะข้ามกรอบฯ ไปข้างหน้าได้หลายกรอบ แต่เมื่อข้ามกรอบฯ ไปแล้วไม่สามารถตอบคำถามในกรอบฯ ที่ข้ามได้ต้องถอยกลับคืนไปกรอบฯ ที่ 1 เพื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นต้น
บทเรียนสำเร็จรูปแบบไม่แยกกรอบ
            บท เรียนสำเร็จรูปแบบไม่แยกกรอบ เป็นบทเรียนสำเร็จรูปที่มีการนำเสนอเนื้อหาสาระเพิ่มขึ้นทีละน้อยตามลำดับ ขั้น ในบทเรียนจะมีแบบทดสอบและแบบเฉลยให้ตรวจสอบได้ในทันทีเหมือนบทเรียนสำเร็จ รูปแบบที่ 1-2 หากแต่การนำเสนอเนื้อหาสาระไม่นำเสนอในรูปของกรอบ เนื้อหาที่นำเสนอต้องต่อเนื่องกัน เหมือนกับการเขียนตำราหรือบทความ


ขั้นตอนในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป
ธีระชัย  ปูรณโชติ  ( 2539  : 27  -36 ) ได้กำหนดขั้นตอนในการสร้างแบบเรียนบทเรียนสำเร็จรูปมีขั้นตอนในการสร้างดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1   ศึกษาวิธีการเขียนบทเรียนสำเร็จรูปชนิดต่างๆจนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทั้งจากตำราและการไต่ถามผู้รู้
ขั้นที่ 2   กำหนดและเลือกวิชาที่จะเขียนและระดับชั้นที่จะใช้ในบทเรียนสำเร็จรูปนั้น
ขั้นที่  3     เลือกหน่วยการเรียนว่าจะเขียนในเรื่องใด
ขั้นที่  4  กำหนดหัวเรื่องต่างๆ ที่จะเขียนโดยศึกษาจากหลักสูตรประมวล การสอน     โครงการสอน  คู่มือครู  และหนังสือเรียนว่าหลักสูตรกำหนดให้นักเรียนเรียนอะไรบ้างแล้วเลือก    หัวเรื่องที่จะเขียนสำหรับขั้นที่ หนึ่งถึงขั้นที่สี่นั้น  ผู้สร้างบทเรียนควรพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่าง   เสียก่อนคือ ความเหมาะสมที่จะสร้างเป็นบทเรียนสำเร็จรูปและควรเขียนเป็นบทเรียนสำเร็จรูปประเภทใด
ขั้นที่ 5     ศึกษาลักษณะของผู้เรียน ได้แก่อายุ ระดับขั้น พื้นฐาน ความรู้เดิมและทักษะที่นักเรียนเคยได้รับการฝึกฝนมาก่อน ทั้งนี้เพราะบทเรียนโปรแกรมมีหลักการสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้ เรียนในด้านต่างๆ
ขั้นที่ 6    ตั้งจุดมุ่งหมายสำหรับบทเรียนโปรแกรมที่จะเขียนโดยจะต้องตั้งจุดมุ่งหมาย เฉพาะการตั้งจุดมุ่งหมายนี้จะเป็นแนวทางในการเขียนกรอบต่าง ๆ ในบทเรียนเป็นอย่างดีและยังเป็นประโยชน์ต่อการสร้างแบบทดสอบ  ซึ่งจะใช้ทดสอบกับนักเรียนก่อนเรียนและ      หลังเรียนบทเรียนแล้วด้วย
       ในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การตั้งวัตถุประสงค์ของบทเรียนสำเร็จรูปว่า หลังจากที่ได้เรียนจบบทเรียนแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเกิดขึ้นในตัว ของ    ผู้เรียนอย่างไรบ้างโดยที่พฤติกรรมต่างๆนั้นควรเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัดหรือสังเกตได้ว่าผู้เรียน  มีความสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง เมื่อการเรียนจบลงแล้ว  การเขียนวัตถุประสงค์ของการเรียน   การสอนควรแยกกล่าวเป็นข้อๆ เพื่อให้วัตถุประสงค์นั้นเด่นชัดขึ้น และต้องบรรยายด้วยถ้อยคำที่ทำให้ตีความหมายที่ได้ชัดเจนรัดกุม มองเห็นภาพของการแสดงออกของผู้เรียนได้ ตัวอย่างของ         พฤติกรรมที่สังเกตและวัดได้ เช่น เขียน, บอก,อธิบาย,จำแนก,สร้าง,เปรียบเทียบ,ทดลอง,พิสูจน์,สรุป เป็นต้น และควรกำหนดเงื่อนไขของการสังเกตพฤติกรรมออกมาให้เห็นภายใต้เงื่อนไขอันใด เช่นโดยกำหนดปัญหาให้, โดยไม่ต้องเปิดดูหนังสือ,โดยไม่กำหนดสูตรให้
     นอกจากนี้ควรกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำลงไปด้วยว่า ความสำเร็จขั้นใดจึงจะเป็นที่ยอมรับโดยอาจกำหนดเวลาในการทำบทเรียนหรือแบบ ทดสอบ หรือวางเกณฑ์มาตรฐานออกมาในรูปของ  ร้อยละหรือสัดส่วน เช่น เมื่อผู้เรียนจบบทเรียนแล้วจะต้องมีความรู้คิดเป็นร้อยละเท่าใดซึ่ง       การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำนี้ควรกำหนดไว้ก่อนที่จะทำการเรียนการสอน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สอน  เกิดการลำเอียงได้
ขั้นที่ 7 วางโครงเรื่องที่จะเขียนเป็นลำดับเรื่องราวก่อนหลังจากง่ายไปหายากเพราะบท เรียนโปรแกรมจะต้องแบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนๆ ย่อยๆ และแต่ละตอนจะตั้งต่อเนื่องสัมพันธ์กัน
ขั้นที่ 8  ลงมือเขียนบทเรียนสำเร็จรูปตามจุดหมายที่วางเอาไว้ โดยแบ่งบทเรียนออก เป็นตอนๆ หรือบททั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ เป็นการแบ่งความรู้เป็นหมวดหมู่ เพื่อนักเรียนจะได้เข้าใจ และจดจำได้ง่ายแล้วดำเนินการเขียนกรอบต่างๆในบทเรียนตามหลักการเขียนบทเรียน โปรแกรม การเขียนกรอบในบทเรียนจะเริ่มด้วยกรอบให้ความรู้ ติดตามด้วยกรอบฝึกหัด และกรอบทดสอบเป็นตอนๆไปจำนวนกรอบจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้เรียน ถ้าเป็นบทเรียนสำหรับเด็กเก่ง จำนวนกรอบอาจจะน้อยกว่าบทเรียนสำหรับเด็กอ่อนก็ได้
ลักษณะของกรอบควรเป็นดังนี้
1.  เนื้อหาในแต่ละกรอบจะต้องแบ่งเป็นขั้นที่เล็กมาก  และไม่ควรมีความรู้ใหม่เกิน 1 อย่าง
2. จะต้องเรียงลำดับกรอบอย่างระมัดระวัง จากง่ายไปหายาก และให้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน ไม่ขาดตอนหรือกระโดดข้าม
3. มีการแนะให้อย่างถูกต้องเหมาะสมไม่แนะทางมากจนเกินไป
4. ไม่บรรยายอย่างเพ้อเจอ
5.  มีการย้ำซ้ำทวนบ่อยๆ
6.  มีการตั้งคำถาม และกระตุ้นให้ผู้เรียนหาคำตอบทีเหมาะสม
7. มีการเฉลยคำตอบทันที เพื่อให้ผู้เรียนทราบผลว่าคำตอบของตนถูกหรือผิด

ขั้นที่  9   ถ้าเป็นไปได้ควรนำบทเรียนสำเร็จรูปที่เขียนเสร็จแล้วไปให้เพื่อนครูที่
สอนวิชานั้นๆ หรือผู้ทรงคุณวุฒิอ่านและให้ข้อติชม เพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุรกรอบต่างๆ ในบทเรียนให้ดียิ่งขึ้น
ขั้นที่ 10   นำบทเรียนที่ปรับปรุงและเห็นว่าเรียบร้อยแล้วมาโดยยังไม่ใส่คำตอบของคำถาม ต่างๆ เพื่อที่จะนำบทเรียนนี้ไปทดลองใช้กับนักเรียนในขั้นทดลองหนึ่งต่อหนึ่ง หรือที่เรียกว่าการทดลองขั้นหนึ่งคน
ขั้นที่ 11  สร้างแบบทดสอบขึ้นชุดหนึ่งตามจุดมุงหมายที่วางเอาไว้ให้ครบถ้วน และ ครอบคลุมทุกเรื่องตามบทเรียน บทเรียนตอนใดมีเนื้อหามากก็ออกข้อสอบให้มาก บทเรียนตอนใดเนื้อหาน้อยก็ออกข้อสอบให้น้อย ถ้าออกข้อสอบในแนวนี้ก็จะได้ข้อสอบมีความเที่ยงตรง(validity) แบบทดสอบนี้อาจเป็นแบบให้เลือกตอบชนิดสี่หรือห้าตัวเลือกก็ได้  แบบทดสอบ         ดังกล่าวใช้ทดสอบนักเรียนก่อนบทเรียน  เพื่อจะได้ทราบว่านักเรียนมีความรู้ในบทเรียนอยู่แล้วเพียงใด และใช้ทดสอบห้องเรียนบทเรียนแล้วด้วย เพื่อได้ทราบความก้าวหน้าของนักเรียน หลังจากเรียนบทเรียนสำเร็จรูปไปแล้ว นักเรียนมีความรู้เพิ่มเติมเพียงไร มีเกณฑ์มาตรฐานกำหนดไว้ว่า หลังจากที่นักเรียนเรียนบทเรียนสำเร็จรูปไปแล้วนักเรียนควรจะต้องทำแบบทดสอบ ชุดนี้ให้ถูกต้องถึงร้อยละ 90 (90%)ภายในเวลาที่กำหนดจึงจะถือว่านักเรียนมีความรู้หลังเรียนบทเรียนแล้วอย่างแท้จริงและได้มาตรฐานที่วางไว้
      สำหรับแบบทดสอบที่สร้างขึ้นนี้จะต้องนำไปวิเคราะห์รายข้อเพื่อหาค่าความยากง่ายค่า
อำนาจจำแนก และปรับปรุงแก้ไขให้มีค่าความยากง่ายที่เหมาะสมคือระหว่าง  0.20 – 0.80  และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไปแล้วนำไปหาค่าความเที่ยง (reliability) ของแบบทดสอบนั้น         เสียก่อน เพื่อจะได้มั่นใจว่าแบบทดสอบดังกล่าวมีความเที่ยงสูงอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้
ขั้นที่12  นำบทเรียนสำเร็จรูปที่เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วตามขั้นที่สิบไปทดลองใช้กับ นักเรียนหนึ่งคน โดยเริ่มใช้ทำแบบทดสอบก่อนแล้วจับเวลาไว้เพื่อจะได้ทราบว่าแบบทดสอบ     ดังกล่าวนักเรียนสามารถทำได้เสร็จภายในเวลาประมาณกี่นาที จะได้นำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการใช้จริงต่อไป เมื่อนักเรียนทำแบบทดสอบเสร็จแล้วก็ให้นักเรียนเรียนบทเรียนสำเร็จรูปที่ สร้างขึ้นนั้นโดยผู้สอนจะต้องอธิบายให้นักเรียนเข้าใจความมุ่งหมายและวิธี เรียนเสียก่อน  (บทเรียนสำเร็จรูปที่ให้นักเรียนหนึ่งคนเรียนนี้ ไม่มีคำตอบไว้ให้) นัก เรียนจะต้องอ่านบทเรียนไปทีละ กรอบทีละตอนและตอบคำถามทีละคำถาม เมื่อนักเรียนตอบแต่ละคำถามผู้สอนจะเฉลยคำตอบที่ถูกให้ทันทีทำเช่นนี้เรื่อย ไปทีละกรอบถ้านักเรียนตอบคำถามข้อใดผิด หรือไม่เข้าใจคำถามผู้สอนก็จะอภิปรายกับนักเรียนเพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขบท เรียนในกรอบนั้น หรือคำถามนั้นให้ดีขึ้น โดยผู้สร้างบทเรียนจะจดบันทึกสิ่งที่ควรแก้ไข แลละนำมาปรับปรุงแก้ไขภายหลัง ขั้นทดลองหนึ่งคนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดูความเป็นไปได้เหมาะสมของบทเรียน ตลอดจนความยากหรือง่ายเกินไปของบทเรียนด้วยเพื่อจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขให้ ดียิ่งขึ้นต่อไป การเรียนบทเรียนดังกล่าว ถ้าบทเรียนยาวมากก็อาจ   แบ่งเรียนช่วงละหนึ่งชั่วโมง แล้วพักเป็นช่วงๆไปจนกว่าจะจบบทเรียน หลังจากทำบทเรียนเสร็จและ พักหายเหนื่อยดีแล้วก็ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนซึ่งเป็นแบบทดสอบชุด เดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน  เพื่อเปรียบเทียบคะแนนจากการทำแบบทดสอบทั้งสองครั้งว่านักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าบทเรียนโปรแกรมที่สร้างขึ้นมีคุณภาพเพียงพอที่จะนำไปทดลองในขั้นต่อไป ผลการเปรียบเทียบคะแนนควรจะแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้ก้าวหน้าขึ้น หลังจากเรียนบทเรียนแล้ว
ขั้นที่ 13 นำบทเรียนโปรแกรมไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มเล็กที่เรียนอยู่ในระดับ
ปานกลาง จำนวน 10 คนซึ่งมีวิธีการเหมือนกับการทดลองในขั้นหนึ่งคนต่างกันก็แต่เพียงบทเรียนจะ มีคำตอบของคำถามไว้ให้เสร็จ มีลักษณะเหมือนบทเรียนที่จะนำไปใช้จริงๆ  นักเรียนจะต้องเรียนตามบทเรียนไปทีละกรอบ และตรวจคำกรอบของตนกับเฉลยคำตอบที่ให้ไว้ในบทเรียน และในบทเรียนแบบโปรแกรมในขั้นนี้จะเขียนคำแนะนำในการเรียนไว้ซึ่งนักเรียนจะ ต้องทำความเข้าใจกับวิธีการเรียนเสียก่อนแล้วจึงลงมือเรียนตามบทเรียน รอจนกว่านักเรียนทุกคนจะทำบทเรียนเสร็จแล้วบันทึกเวลาไว้สำหรับเป็นเวลาที่ ควรใช้ในการเรียนบทเรียนนี้ต่อไป
ขั้นที่ 14 การทดลองภาคสนามกับนักเรียน  100 คนโดยนำบทเรียนสำเร็จรูปที่ผ่านการทดลองในขั้นกลุ่มเล็ก 10 คน และปรับปรุงแก้ไขและไปทดลองใช้กับนักเรียนจำนวน 100 คนซึ่งนักเรียน  100 คนนี้ไม่เจาะจงว่าเป็นนักเรียนเก่งหรืออ่อน แต่ควรเป็นนักเรียนที่เป็น      ตัวแทนของนักเรียนทั่วไป วิธีการทดลองในขั้นนี้มีวิธีการเหมือนขั้นทดลองในกลุ่มเล็ก 10 คน    ทุกประการต่างกันที่วัตถุประสงค์   

ลักษณะเด่นที่ได้จากนวัตกรรม  
1.             เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นใหม่โดยอาศัยหลักจิตวิทยา 
2.             เป็นนวัตกรรมที่นักเรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง ทุกเวลา ทุกสถานที่  ตามศักยภาพของผู้เรียน    
3.             เป็นนวัตกรรมที่ทดลองหาประสิทธิภาพแล้วตามกระบวนการวิจัยสามารถเชื่อถือได้  
4.             เป็นนวัตกรรมที่สามรถพัฒนาต่อเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ 
             

ข้อจำกัดของบทเรียนสำเร็จรูป 
1.             การออกแบบบทเรียน  ต้องมีการออกแบบที่ดีโดยผู้เชี่ยวชาญจึงจะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพสูงสุด 
2.             ความน่าเบื่อหน่าย     การที่เรียนแบบเดียวซ้ำ     กัน อาจทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่ายในการเรียนได้
3.          ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  การแบบบทเรียนสำเร็จรูปเป็นการสอนรายบุคลจึงทำให้ ผู้เรียนแต่ละคนต้องหมกมุ่นกับการเรียนของตนเองและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ อื่น  ในการเรียนในลักษณะนี้จึงไม่เหมาะสำหรับเด็กเท่าใดนัก  เพราะจะทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกับ    ผู้อื่น  และไม่ควรใช้การเรียนแบบนี้เพียงอย่างเดียว

อ้างอิง : http://panchalee.wordpress.com/2009/04/17/programinstructional1/

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นวัตกรรมเครื่องสอน

เครื่องสอน (Teaching Machine)

ความหมาย :
เป็นเครื่องมือที่ใช้กับบทเรียนโปรแกรม โดยอาศัยกลไกตั้งแต่แบบง่าย ๆ
 ราคาถูกไปจนถึงเครื่องกลไกชั้นสูง คอมพิวเตอร์ราคาแพง
ในการเสนอบทเรียนให้แก่ผู้เรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละคน
 

ลักษณะของเครื่องสอน
โปรแกรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบต่อก้าน อาจอยู่ในแผ่นกระดาษม้วนหรือแผ่นอาซีเตทก็ได้
ตัวเครื่องอาจเป็นซองกระดาษ กล่องไม้ หรือกล่องเหล็ก มีช่องหน้าต่างสำหรับผู้เรียน
กรอกคำตอบหรือมีปุ่มให้เลือกตอบ แล้วแต่ชนิดของเครื่องสอน

 
ประเภทของเครื่องสอน
1. เครื่องสอนจำพวกที่ผู้เรียนสร้างคำตอบเอง
2. เครื่องสอนจำพวกใช้ฝึก
3. เครื่องสอนจำพวกสร้างคำตอบด้วยกลไก
4. เครื่องสอนจำพวกเลือกคำตอบแบบเชิงเส้น
5. เครื่องสอนสำหรับบทเรียนโปรแกรมแบบสาขา
6. เครื่องสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก

ข้อดีของเครื่องสอน
1. ป้องกันการทุจริตของผู้เรียน
2. ใช้สอนผู้อ่านหนังสือไม่ออกได้
3. บันทึกข้อที่ผู้เรียนผิดพลาดได้ สะดวกแก่การนำมาปรับปรุงแก้ไข
4. ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ
5. ทำหน้าที่ในการสอนรายบุคคลได้ดีกว่าครู
6. ไม่ดุหรือทำโทษนักเรียน
7. ตัวบทเรียนราคาถูกกว่าหนังสือ
8. ใช้ร่วมกับสื่ออื่น ๆ ได้
9. ใช้ได้หลายครั้ง สิ้นเปลืองน้อยกว่าบทเรียนโปรแกรมในลักษณะของตำราเครื่องสอน (Teaching Machine)
10. เป็นเครื่องมือที่ใช้กับบทเรียนโปรแกรม โดยอาศัยกลไกตั้งแต่แบบง่าย ๆ ราคาถูกไปจนถึงเครื่องกลไกชั้นสูง คอมพิวเตอร์ราคาแพง ในการเสนอบทเรียนให้แก่ผู้เรียน สามารถเรียนบนได้ด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละคน  

ชุดการสอน

ชุดการสอน



ความหมายชุดการสอน                
ชุดการสอน  คือ  การนำเอาสื่อประสม ( Multi-media )  ที่สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและประสบการณ์ของแต่ละหน่วย   มาช่วยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   ชุดการสอนจัดไว้ในกล่องหรือซองเป็นหมวดๆภายในชุดการสอนประกอบด้วย  คู่มือการใช้ชุดการสอน  สื่อการสอนที่สอดคล้องกับเนื้อหา   และ ประสบการณ์ อาทิ เช่น รูปภาพ สไลด์ เทป เป็นต้น

แนวคิด  หลักการ  และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุดการสอน
ในการนำชุดการสอนไปใช้นั้นอาศัย  แนวคิด  หลักการ  ตลอดจนทฤษฎีต่าง ๆ มี 5  ประการ  คือ
1.แนวคิดตามหลักจิตวิทยาเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคล  โดยจัดผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ตามความสามารถ  และอัตราการเรียนรู้ของแต่ละคน
2. แนวคิดที่จะเปลี่ยนการสอนแบบครูเป็นศูนย์กลางมาเป็นแบบให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง   โดยใช้สื่อประสมที่ตรงตามเนื้อหา   โดยมีครูเป็นผู้แนะนำ
3. แนวคิดที่จะจัดระบบการผลิต  การใช้สื่อการสอนในรูปแบบสื่อประสม  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนจากการใช้สื่อช่วยครูมาเป็นสื่อเพื่อช่วยนักเรียนในการเรียนรู้
4. แนวคิดที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน  นักเรียนกับนักเรียน  และนักเรียนกับภาพแวดล้อม โดยการนำสื่อการสอนมาใช้ร่วมกระบวนการกลุ่ม  ในการประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน
5. แนวคิดที่ยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้มาจัดสภาพการเรียนการสอน  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง  และมีผลตอบกลับทันทีที่ตอบถูกหรือตอบผิด   มีการเสริมแรงทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจและต้องการที่จะเรียนต่อไป   ได้เรียนรู้  ทีละน้อยๆ ตามลำดับขั้น  ตามความสามารถและความสนใจของแต่ละคน

ประเภทของชุดการสอน
ชุดการสอนแบ่งตามลักษณะการใช้ได้  3  ประเภท  คือ
1.  ชุดการสอนแบบบรรยาย  หรือชุดการสอนสำหรับครู   เป็นชุดการสอนสำหรับใช้สอนผู้เรียนเป็นกลุ่มใหญ่    ภายในกล่องประกอบด้วยสื่อการสอนที่ประกอบการบรรยาย   เพื่อเปลี่ยนบทบาทของครูให้พูดน้อยลง มาเป็นผู้แนะนำ    เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนมายิ่งขึ้น  ชุดการสอนแบบบรรยายนี้ จะมีเนื้อหาโดยแบ่งหัวข้อที่จะบรรยาย  และประกอบกิจกรรมตามลำดับชั้น    ดังนั้น  สื่อการสอนที่ใช้ความเป็นสื่อที่มองเห็นได้ชัดเจน หรือได้ยินกันทั่วถึง  เช่น  แผ่นภาพโปร่งใส  สไลด์  ฟิมส์คลิป   ภาพยนตร์  แผนภูมิ   โทรทัศน์  เอกสารประกอบการบรรยาย  และกิจกรรมกลุ่ม   เพื่อให้ผู้เรียนได้อภิปรายตามปัญหาและหัวข้อที่ครูกำหนดไว้  และชุดการสอนประเภทนี้  มักจะบรรจุในกล่องที่มีขนาดพอเหมาะกับสื่อการสอน อย่างไรก็ตาม  ถ้าหากวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่สามารถบรรจุไว้ในกล่องได้  จะต้องกำหนดไว้ในคู่มือครู  ส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก่อนทำการสอน
2. ชุดการสอนสำหรับกิจกรรมกลุ่ม  หรือชุดการสอนที่ใช้กับศูนย์การเรียน  เป็นชุดการสอนแบบกิจกรรมที่สร้างขึ้นโดยอาศัยระบบการผลิตสื่อการสอนตามหน่วยและหัวเรื่อง  โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมประกอบกิจกรรมเป็นกลุ่มย่อย ๆ  ประมาณ  5- 7  คน  ในห้องเรียนแบบศูนย์การเรียน  ชุดการสอนแบบกิจกรรมกลุ่มนี้  ประกอบด้วยชุดย่อย ๆ ตามจำนวนศูนย์ในแต่ละหน่วย   ในแต่ละศูนย์การสอนจะจัดสื่อการสอนไว้ในรูปของสื่อประสม  อาจเป็นสื่อรายบุคคล  หรือสื่อสำหรับกลุ่มผู้เรียนทั้งศูนย์ใช้ร่วมกัน  ผู้เรียนที่เรียนได้ใช้ชุดการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม  จะต้องการความช่วยเหลือจากครูในระยะเริ่มเรียนเท่านั้น หลังจากเคยชินกับวิธีการเรียนแบบนี้แล้ว  ผู้เรียนจะสามารถช่วยเหลือกันเองภายในกลุ่ม ระหว่างประกอบกิจกรรม  หากมีปัญหาสามารถถามครูได้ตลอดเวลา
3.  ชุดการสอนรายบุคคล หรือชุดการเรียน เป็นชุดการสอนที่มีการจัดระบบเพื่อให้ผู้เรียน สามารถเรียนด้วยตนเองตามลำดับขั้นตอนที่ระบุไว้ โดยผู้เรียนสามารถเรียนด้วยตนเอง  ตามความสนใจแต่ละคน และตามอัตราการเรียนรู้ของตนเอง  ผู้เรียนสามารถประเมินผลการเรียนด้วยตนเอง  ชุดการสอนประเภทนี้  จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า  หรือศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมด้วยตนเอง  ผู้สอนจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ  และช่วยเหลือทันที หรือผู้เรียนอาจนำชุดการสอนประเภทนี้ไปศึกษาที่บ้านได้  ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมและฝึกฝน ให้ผู้เรียนรู้จักศึกษาและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

องค์ประกอบของชุดการสอน
เอกสารประกอบชุดการสอนที่สร้างขึ้นมีหลายลักษณะ  ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการใช้  เช่นชุดการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม  ชุดการสอนแบบบรรยาย  ซึ่งใช้เป็นกลุ่มใหญ่  และชุดการสอนรายบุคคล หรือชุดการเรียน  ชุดการสอนเหล่านี้ จะมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันตามลักษณะการใช้  ซึ่งอาจมีส่วนประกอบต่างๆ  ดังนี้ 
1.             คู่มือและแบบปฏิบัติ   สำหรับครูผู้ใช้สอนและผู้เรียนเรียนตามชุดการสอน
2.             คำสั่งหรือการมอบหมายงาน  เพื่อกำหนดแนวทางของการเรียนให้นักเรียน
3.             เนื้อหาสาระ  ซึ่งบรรจุอยู่ในรูปของสื่อประสม  และกิจกรรมการเรียนการสอน  ทั้งแบบกลุ่มและ รายบุคคล  ซึ่งกำหนดไว้ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
4.             การประเมินผล เป็นการประเมินผลของกระบวนการ  และผลของการเรียนรู้  ในการประเมินผลกระบวนการ  ได้แก่  แบบฝึกหัด  รายงาน   ส่วนผลการเรียนรู้ ได้แก่  แบบทดสอบ  ซึ่งจะบรรจุอยู่ในกล่อง  โดยจัดเป็นหมวดหมู่สะดวกต่อการใช้

ขั้นตอนการผลิตเอกชุดการสอน
ในการผลิตเอกสารประกอบชุดการสอนนั้น  สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
1.       กำหนดหมวดหมู่ เนื้อหา และประสบการณ์
2.       กำหนดหน่วยสอน
3.       กำหนดหัวเรื่อง
4.       กำหนดมโนคติ และหลักการ
5.       กำหนดวัตถุประสงค์
6.       กำหนดกิจกรรมการเรียน
7.       กำหนดแบบประเมิน
8.       เลือกและผลิตสื่อการสอน
9.       ทดสอบประสิทธิภาพชุดการสอน
10.    การใช้ชุดการสอน
10.1    ขั้นทดสอบก่อนเรียน
10.2    ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน
10.3    ขั้นประกอบกิจกรรม
10.4    ขั้นสรุปและทดสอบหลังเรียน

ประโยชน์ของชุดการสอน
      1) ทำให้ผู้สอนมีความสะดวกในการสอนและมั่นใจในการสอนมากยิ่งขึ้น
      2) ทำให้ผู้สอนมีเวลามากขึ้น
      3) ผู้เรียนได้ประสบการณ์หลากหลาย
      4) ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
      5) ทำให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามโอกาสและความพร้อมของตนเอง
      6) ทำให้การเรียนไม่มีอุปสรรคเรื่องเวลาและสถานที่ใช้
      7) ผู้เรียนเรียนรู้โดยอิสระไม่อยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับ
      8) ช่วยแก้ปัญหาของผู้เรียน และผู้สอนได้หลายอย่าง

ข้อจำกัดของชุดการสอน
     1) การสร้างชุดการสอนให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยผู้รู้และลงทุนสูง
     2) การใช้ชุดการสอนผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจและมีวินัยในการเรียน หากขาดไปก็ไม่ได้
ผลตามที่ต้องการ
     3) ชุดการสอนที่ทำอย่างขาดหลักเกณฑ์และประสิทธิภาพน้อยจะส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนต่ำ

    อ้างอิง : ( ที่มาเรื่อง ชุดการสอน. http:// ednet.kku.ac.th/~sumcha/212300/old.html)     

    WBI


    WBI

    หลักการออกแบบสื่อ WBI 
    1)            ออกแบบเนื้อหา
    ขั้นที่ 1 ขั้นในการเตรียมตัว (Preparation Stage) เป็น ขั้นตอนในการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ของทีมผู้พัฒนาสื่อ มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนในทีม หรือ การผสานงานบุคลากรที่มีความชำนาญในด้านต่างๆ
                  ขั้นที่ 2 ขั้นการกำหนดเนื้อหา (Content Selection Stage) เป็นขั้นตอนในการเลือกเนื้อหาที่ต้องการที่จะมาทำสื่อ โดยจำเป็นต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะนำสื่อไปใช้งาน
                  ขั้นที่ 3 ขั้นการกำหนดเนื้อหา(Content Analysis Stage)
    ทำการวิเคราะห์แจกแจงเนื้อหาที่จะสอนว่ามีความซับ ซ้อนมากน้อยเพียงใด เป็นการตั้งเป้าหมายในการเรียนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ว่าจำเป็นต้องมีขอบ เขตการสอนอย่างไร
    1)            ออกแบบโครงสร้างระบบ
    เป็นการกำหนดความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบโครงสร้าง เพื่อให้เห็นภาพมากที่สุดโดยจะมีการใช้รูปโมเดลเข้ามาช่วยในการแสดง
                    2.1 โครงสร้างแบบเส้นตรง (Linear Structure) เมื่อต้องการให้มีการนำเสนอเป็นแบบแบบลำดับตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดบทเรียน เรียงไปตามลำดับของเนื้อหา

     

    2.2 โครงสร้างแบบลำดับขั้น (Hierarchical Structure) เมื่อ ข้อมูลของบทเรียนเป็นแบบสัมพันธ์ที่แยกออกได้เป็นแต่ละส่วน ไม่จำเป็นต้องเรียนเป็นลำดับ โดยที่สามารถเลือกเรียนได้ว่าอยากเข้าเรียนในหน่วยเรียนใดก่อนก็ได้
      
      2.3 โครงสร้างแบบปิรามิด (Pyramidal Structure) เป็นโครงสร้างที่จัดที่จัดวางแหล่งข้อมูลในระดับที่3 ไว้ในระดับเดียวกันโดยโครงสร้างนี้จะเหมาะสมเมื่อทุกส่วนของ WEB ต้องการใช้ข้อมูลด้วยกัน
           3. ออกแบบหน้าจอ(User Interface)
    เป็นการออกแบบหน้าจอ หรือหน้าตาของสื่อโดยส่วนนี้จะบทบาทและความสำคัญ หากออกแบบได้ไม่ดีก็จะทำให้ความน่าสนใจในตัวสื่อลดลง โดยจะแบ่งส่วนประกอบหลักๆได้ดังนี้
                     (1) หน้าแรก(Home Page) อาจจะถือได้ว่าเป็นหน้าบ้าน หากหน้าแรกดูไม่ดีหรือไม่น่าสนใจ ก็จะไม่สามารถดึงดูดผู้ชมหรือผู้ข้าศึกษา ให้เข้ามาศึกษาบทเรียนได้
                     (2) แถบกำหนดทิศทางการเดิน(Navigator) เป็น การจัดลำดับเส้นทางการเคลื่อนที่ไปยังหน้าต่างๆ การกำหนดเส้นทางที่ดีไม่สับสน วกวน จะทำให้ผู้ศึกษาไม่สับสน และเบื่อ ในการเข้าศึกษา

    เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาสื่อ WBI
                                    • Computer
                                    • Server
                                                    • Web Tools
                                                    o HTML Editors
                                                    o Database
                                                    o Interaction
                                                    o Multimedia Tool

    องค์ประกอบ Web พื้นฐาน ของ WBI
                     1.Tutorial      
                     2.Lab Simulation      
                     3.Pretest/Posttest      
                    4.Web  board/E-Mail
                    5.FAQ       
                   6.Link / Search      
                   7.Student Databases



    ประโยชน์ของสื่อ WBI
                   1. ส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
                   2. ลดข้อจำกัดในความแตกต่างของโอกาสในการเรียนของแต่ละบุคคลได้
                   3. ผู้เรียนสามารถควบคุมกิจกรรมการเรียนตามความต้องการของตนเองได้
                    4. สร้างความสนใจและความกระตือรือร้นในการเรียน
                   5. ลดต้นทุนการการจัดกิจกรรมการเรียน

    ข้อจำกัดของสื่อ WBI
                   1. ความพร้อมในระบบสื่อสารภายในประเทศยังไม่รองรับกับการใช้งานระบบ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
                   2. ใช้งบประมาณในการลงทุนขั้นต้นค่อนข้างสูง
                   3. ผู้เรียนขาดทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
                   4. ขาดบุคลากร และผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาสื่อ

      อ้างอิง: http://sps.lpru.ac.th/script/show_article.pl?mag_id=13&group_id=57&article_id=954

    วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

    คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

    CAI 



    CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หรือ AIDED INSTRUCTION  คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) 
    หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุดโดยมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่ จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK) นอก จากนี้ยังเป็นสื่อ ที่สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา

    คุณลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( CAI )
    คุณลักษณะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4 ประการ ได้แก่
    1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรียบเรียง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ หรือได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้สร้างได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ การนำเสนออาจเป็นไปในลักษณะทางตรง หรือทางอ้อมก็ได้ ทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทติวเตอร์ เช่นการอ่าน จำ ทำความเข้าใจ ฝึกฝน ตัวอย่าง การนำเสนอในทางอ้อมได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกมและการจำลอง
    2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การ ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล คือลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทางการเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีลักษณะที่ตอบสนองต่อความแตก ต่างระหว่างบุคคลให้มากที่สุด
    3. การโต้ตอบ (Interaction) คือการ มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการเรียนการสอนรูปแบบที่ดีที่สุดก็คือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนได้มากที่สุด
    4.การให้ผลป้อนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) ผล ป้อนกลับหรือการให้คำตอบนี้ถือเป็นการ เสริมแรงอย่างหนึ่ง การให้ผลป้อนกลับแก่ผู้เรียนในทันทีหมายรวมไปถึงการที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่สมบูรณ์จะต้องมีการ ทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของผู้เรียนในเนื้อหาหรือทักษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
      
    ขั้นตอนในการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน





    ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( CAI )
    1. ช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนอ่อน สามารถใช้เวลานอกเวลาเรียนในการฝึกฝนทักษะ และเพิ่มเติมความรู้ เพื่อปรับปรุงการเรียนของตน
    2. ผู้เรียนสามารถนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ในการเรียนด้วยตนเองในเวลา และสถานที่ที่สะดวก
    3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถที่จะจูงใจผู้เรียนให้เกิดความกระตือรือร้น สนุกสนานไปกับการเรียน
     

    ข้อพึงระวังของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

    1. ผู้สอนจะต้องมีความพร้อมความชำนาญในการสอนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
    2. ผู้สอนควรมีการวางแผน และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียนให้รอบคอบ ก่อนนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้อย่างเหมาะสม
    3. การผลิตคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก หากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น ๆ
    4. ผู้ที่สนใจสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรที่คำนึงเวลาในการผลิตว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้มาตรฐานนั้นต้องใช้เวลาเท่าไร


    อ้างถึง : http://umuhanee.blogspot.com/2008/07/cai.html

    วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

    e - Book

     e - Book


    ความหมายของ e-Book
     “อีบุ๊ค” (e-book, e-Book, eBook, EBook,) เป็นคำภาษาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมาย ถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์
                    คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่างๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป
    โปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง e-Book
    โปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง E-Book มีอยู่หลายโปรแกรมแต่ที่นิยมใช้กันมาในปัจจุบันได้แก่
                    1. โปรแกรมชุด
    Flip Album
                    2. โปรแกรม DeskTop Author
                    3. โปรแกรม Flash Album Deluxe
         ชุดโปรแกรมทั้ง 3 จะต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับอ่าน e-Book ด้วย มิฉะนั้น แล้วจะเปิดเอกสารไม่ได้ ประกอบด้วย
    1.1      โปรแกรมชุด Flip Album ตัวอ่านคือ FlipViewer
    1.2      โปรแกรมชุด DeskTop Author ตัวอ่านคือ DNL Reader
    1.3      โปรแกรมชุด Flash Album Deluxe ตัวอ่านคือ Flash Player                      
    ความแตกต่างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) กับหนังสือทั่วไป
                    ความแตกต่างของหนังสือทั้งสองประเภทจะอยู่ที่รูปแบบของการสร้าง การผลิตและการใช้งาน เช่น
                    1. หนังสือทั่วไปใช้กระดาษ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช้กระดาษ
                    2. หนังสือทั่วไปมีข้อความและภาพประกอบธรรมดา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สามารถสร้างให้มี
    ภาพเคลื่อนไหวได้
                    3. หนังสือทั่วไปไม่มีเสียงประกอบ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถใส่เสียงประกอบได้
                    4. หนังสื่อทั่วไปแก้ไขปรับปรุงได้ยาก หนังสื่ออิเล็กทรอนิกส์สามารถแก้ไขและปรับปรุงข้อมูล
     
    (update)ได้ง่าย
                    5. หนังสือทั่วไปสมบูรณ์ในตัวเอง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถสร้างจุดเชื่อมโยง (links) ออก
    ไปเชื่อมต่อกับข้อมูลภายนอกได้
                    6. หนังสือทั่วไปต้นทุนการผลิตสูง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้นทุนในการผลิตหนังสือต่ำ 
    ประหยัด
                    7. หนังสือทั่วไปมีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์
    สามารถทำสำเนาได้ง่ายไม่จำกัด
    8. หนังสือทั่วไปเปิดอ่านจากเล่ม  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้องอ่านด้วยโปรแกรม ผ่านทาง
       หน้าจอคอมพิวเตอร์
    9. หนังสือทั่วไปอ่านได้อย่างเดียว หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นอกจากอ่านได้แล้วยังสามารถ
       สั่งพิมพ์ (print)ได้
    10. หนังสือทั่วไปอ่านได้1 คนต่อหนึ่งเล่ม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 1 เล่ม สามารถอ่านพร้อมกัน 
        ได้จำนวนมาก (ออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต)
    11. หนังสือทั่วไปพกพาลำบาก (ต้องใช้พื้นที่) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์พกพาสะดวกได้ครั้งละ
        จำนวนมากในรูปแบบของไฟล์คอมพิวเตอร์ใน Handy Drive หรือ CD
    12. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม       


    โครงสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book Construction)
         ลักษณะโครงสร้างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะมีความคล้ายคลึงกับหนังสือทั่วไป ที่พิมพ์ด้วยกระดาษ หากจะมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนก็ คือ กระบวนการผลิต รูปแบบ และวิธีการอ่านหนังสือ    
    สรุปโครงสร้างทั่วไปของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย
    1.              หน้าปก (Front Cover) 
    หมายถึง ปกด้านหน้าของหนังสือซึ่งจะอยู่ส่วนแรก เป็นตัวบ่งบอกว่า หนังสือเล่มนี้ชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่ง
    2.               คำนำ (Introduction)
    หมายถึง คำบอกกล่าวของผู้เขียนเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูล และเรื่องราวต่างๆ ของหนังสือเล่มนั้น 
    3.              สารบัญ (Contents)
    หมาย ถึง ตัวบ่งบอกหัวเรื่องสำคัญที่อยู่ภายในเล่มว่าประกอบด้วยอะไรบ้างอยู่ที่หน้า ใดของหนังสือ สามารถเชื่อมโยงไปสู่หน้าต่างๆ ภายในเล่มได้
    4.               สาระของหนังสือแต่ละหน้า หมายถึง ส่วนประกอบสำคัญในแต่ละหน้า ที่ปรากฏภายในเล่มประกอบด้วย   
    -                   หน้าหนังสือ (Page Number)
    -                   ข้อความ (Texts)
    -                   ภาพประกอบ (Graphics) .jpg, .gif, .bmp, .png, .tiff
    -                   เสียง (Sounds) .mp3, .wav, .midi
    -                   ภาพเคลื่อนไหว (Video Clips, flash) .mpeg,   .wav,   .avi
    -                   จุดเชื่อมโยง (Links)
    5.              อ้างอิง หมายถึง แหล่งข้อมูลที่ใช้นำมาอ้างอิง อาจเป็นเอกสาร ตำรา หรือ เว็บไซต์ก็ได้
    6.              ดัชนี หมายถึง การระบุคำสำคัญหรือคำหลักต่างๆ ที่อยู่ภายในเล่ม โดยเรียงลำดับตัวอักษรให้สะดวกต่อการค้นหา พร้อมระบุเลขหน้าและจุดเชื่อมโยง
    7.              ปกหลัง หมายถึง ปกด้านหลังของหนังสือซึ่งจะอยู่ส่วนท้ายเล่ม

    ความสำคัญของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
    1.   สามารถย้อนกลับเพื่อทบทวนหากไม่เข้าใจ และสามารถเลือกอ่านได้ตามเวลาและสถานที่ที่ตนเองสะดวก
    2. การตอบสนองที่รวดเร็วของคอมพิวเตอร์ที่ให้ทั้งสีสัน ภาพ และเสียง ทำให้เกิดความตื่นเต้นและไม่เบื่อหน่าย
    3. ช่วยลดค่าใช้จ่าย และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
    4.  สามารถทำสำเนาได้อย่างสะดวกทั้งสำเนาในรูปเอกสารและสำเนาลงในแผ่นซีดีรอม หรือสำเนาลงในฮาร์ดดิสก์ 
    5.  ผู้อ่านสามารถเลือกอ่านหัวข้อที่ตนสนใจข้อใดก่อนก็ได้ และสามารถย้อนกลับไปกลับมาในเอกสารหรือกลับมาเริ่มต้นที่จุดเริ่มต้นใหม่ได้ อย่างสะดวกและรวดเร็ว 
    6. สามารถแสดงทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงได้พร้อมกันหรือจะเลือกให้แสดงเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ 
    7.  สะดวกในการจัดเก็บข้อมูล สามารถเชื่อมโยง ข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ทั้งตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพ เคลื่อนไหว และเสียงที่อยู่คนละที่เข้าด้วยกัน นอกจากนั้น ยังสามารถปรับเปลี่ยน แก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทำให้สามารถปรับปรุงหนังสือให้ทันสมัยกับเหตุการณ์ ได้เป็นอย่างดี

    อ้างอิง : http://www.oknation.net/blog/freeday888/2009/08/25/entry-1