วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แบบฝึกเสริมทักษะ

แบบฝึกเสริมทักษะ

 

  ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ
                        ภาษา เป็นเรื่องทักษะ  ซึ่งจำแนกได้เป็น  2  ทาง  คือ  ทักษะการรับเข้า  ได้แก่  การอ่านและการฟัง  และทักษะการแสดงออก  ได้แก่  การพูดและเขียน  ทักษะทางภาษาจำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ  แบบฝึกเสริมทักษะนับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการเรียนภาษาได้มี ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญทางภาษา  ให้ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้
                        ชัยยงค์  พรหมวงศ์  (2535 : 16)  ให้ความหมาย  แบบฝึกเสริมทักษะว่า  หมายถึง  สิ่งที่นักเรียนต้องใช้ควบคู่กับการเรียน  ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบฝึกที่ครอบคลุมกิจกรรมที่นักเรียนพึงกระทำ  อาจกำหนดแยกเป็นแต่ละหน่วย  หรืออาจรวมเล่มก็ได้
                        ลักษณา  อินทะจักร  (2538 : 161)  ให้ความหมาย  แบบฝึกเสริมทักษะว่า  หมายถึง แบบฝึกที่ครูสร้างขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างแท้จริง
                        ศศิธร  ธัญลักษณานันท์  (2542 : 375)  ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า  หมายถึง  แบบฝึกเสริมทักษะที่ใช้ฝึกความเข้าใจ  ฝึกทักษะต่าง ๆ และทดสอบความสามารถของนักเรียนตามบทเรียนที่ครูสอนว่า  นักเรียนเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด
                        กู๊ด  (Good  1973 : 224, อ้างถึงใน  ลักษณา  อินทะจักร  2538 : 160)  ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า  หมายถึง  งานหรือการบ้านที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำ  เพื่อทบทวนความรู้ที่ได้เรียนมาแล้ว  และเป็นการฝึกทักษะการใช้กฎใช้สูตรต่าง ๆ ที่เรียนไป
                        พจนานุกรม  เวบสเตอร์  (Webster  1981 : 64)  ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่าหมายถึง  โจทย์ปัญหา  หรือตัวอย่างที่ยกมาจากหนังสือ  เพื่อนำมาใช้สอนหรือให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ให้ดีขึ้น  หลังจากที่เรียนบทเรียนไปแล้ว
                        ดังนั้น  จึงอาจกล่าวได้ว่า  แบบฝึกเสริมทักษะ  หมายถึง  งานหรือกิจกรรมที่ครู               สร้างขึ้น  โดยมีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย  มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น  และช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง  อาจจะให้นักเรียนทำแบบฝึกขณะเรียนหรือหลังจากจบบทเรียนไปแล้วก็ได้

 ความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะ
                        ภาย หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปแล้ว  การเรียนการสอนนั้นย่อม          ไม่เกิดผลอย่างเต็มที่ถ้าไม่ได้รับการฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญและเข้าใจ อย่างแท้จริงโดยเฉพาะวิชาภาษาไทย  เพราะ ภาษาไทยเป็นวิชาทักษะซึ่งเป็นวิชาที่ต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อเป็นเครื่องมือ ในการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ และการดำเนินชีวิตประจำวันตามที่หลักสูตรประถมศึกษา  พุทธศักราช 2521  (ฉบับปรับปรุง  พ.ศ. 2533)  ต้องการ  ดังนั้นในการสอนภาษาไทยจึงต้องมีการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญคล่องแคล่ว  เพื่อช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการทางภาษาเพิ่มขึ้นตามวัยและความสามารถของตนที่ จะทำได้  และเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้ฝึกทักษะทางภาษาให้ได้ผลดีก็คือ  แบบฝึกเสริมทักษะ  ดังที่นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้
                        กมล  ดิษฐกมล  (2526 : 18, อ้างถึงใน  ลักษณา  อินทะจักร  2538 : 163)  กล่าวว่า  แบบฝึกเสริมทักษะเป็นหัวใจของการสอนวิชาทักษะอยู่ที่การฝึก  การฝึกอย่างถูกวิธีเท่านั้นจะทำให้เกิดความชำนิชำนาญ  คล่องแคล่วว่องไวและทำได้โดยอัตโนมัติ
                        วีระ  ไทยพานิช  (2528 : 11)  ได้อธิบายว่า  แบบฝึกเสริมทักษะทำให้เกิดการเรียนรู้จากการกระทำจริง  เป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนมีจุดประสงค์แน่นอน  ทำให้สามารถรู้และจดจำสิ่งที่เรียนได้ดี  จนนำไปใช้ในสถานการณ์เช่นเดียวกันได้
                        เพตตี้  (Petty  1963 : 269)  ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะไว้อย่างชัดเจนว่าแบบฝึกเสริมทักษะ เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ                   เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครูได้มาก  ช่วยส่งเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน  ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล  เพราะการให้นักเรียนทำแบบฝึกเสริมทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง  จะทำให้ประสบผลสำเร็จทางด้านจิตใจมาก  ทั้งยังช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนสิ่งที่เรียนได้ด้วยตนเองและใช้เป็น เครื่องมือวัดผลการเรียนได้อีกด้วย
                        ดังนั้น  แบบฝึกเสริมทักษะจึงเป็นเครื่องมือสำคัญ  ที่จะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น  แบบฝึกเสริมทักษะจึงนับว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อการเรียนวิชาที่ต้องการ ฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ  มีความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนมากยิ่งขึ้น
  
ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะ
การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักในการสร้างที่สอดคล้องกับ ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะด้วย  ซึ่งมีผู้รู้ได้เสนอแนะไว้ดังนี้
การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักในการสร้างที่สอดคล้อง กับลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะด้วย  ซึ่งมีผู้รู้ได้เสนอแนะไว้ดังนี้
นิตยา  ฤทธิ์โยธี  (2520 : 1)  ได้กล่าวถึงลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะไว้ว่า          แบบฝึกเสริมทักษะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนมาแล้ว  เหมาะสมกับระดับ  วัย  หรือความสามารถของเด็ก  มีคำชี้แจงสั้น ๆ ที่ทำให้เด็กเข้าใจวิธีทำได้ง่าย  ใช้เวลาเหมาะสมหรือใช้เวลาไม่นาน  และเป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ
สามารถ  มีศรี  (2530 : 28)  กล่าวว่า  แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีต้องเกี่ยวกับบทเรียนที่เรียนมาแล้วเหมาะสมกับวัยของ ผู้เรียน  มีคำสั่งและคำอธิบาย  มีคำแนะนำการใช้แบบฝึก                เสริมทักษะ  มีรูปแบบที่น่าสนใจและมีกิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบ
โรจนา  แสงรุ่งระวี  (2531 : 22)  กล่าวว่า  แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีนอกจากมีคำอธิบายชัดเจนแล้วควรเป็นแบบฝึกสั้น ๆ ใช้เวลาในการฝึกไม่นานเกินไปและมีหลายรูปแบบ
ฉะนั้น  จึงอาจกล่าวได้ว่า  แบบฝึกเสริมทักษะที่ดี  ครูผู้สร้างจะต้องยึดหลักจิตวิทยา  ใช้สำนวนภาษาที่ง่าย  เหมาะสมกับวัย  ความสามารถของผู้เรียน  มีกิจกรรมหลากหลาย  มีคำสั่ง  คำอธิบาย  และคำแนะนำการใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่ชัดเจนเข้าใจง่าย  ใช้เวลาในการฝึกไม่นานและที่สำคัญมีความหมายต่อชีวิต  เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ
การ สร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพต้องมีหลักการสร้างที่สอดคล้องกับ ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะด้วย  ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีผู้เสนอแนะไว้ดังนี้
วรนาถ  พ่วงสุวรรณ  (2518 : 34 – 37)  ได้ให้หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้
1.       ตั้งจุดประสงค์
2.       ศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา
3.       ขั้นต่าง ๆ ในการสร้าง
3.1    ศึกษาปัญหาในการเรียนการสอน
3.2    ศึกษาหลักจิตวิทยาของเด็กและจิตวิทยาการเรียนการสอน
3.3    ศึกษาเนื้อหาวิชา
3.4    ศึกษาลักษณะของแบบฝึกเสริมทักษะ
3.5    วางโครงเรื่องและกำหนดรูปแบบให้สัมพันธ์กับโครงเรื่อง
3.6    เลือกเนื้อหาต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาบรรจุในแบบฝึกเสริมทักษะให้ครบตามที่กำหนด
เกสร  รองเดช  (2522 : 36 – 37)  ได้เสนอแนะแนวทางในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะดังนี้
1.  สร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียน  คือ  ไม่ง่ายไม่ยากจนเกินไป
2. เรียงลำดับแบบฝึกเสริมทักษะจากง่ายไปหายาก โดยเริ่มจากการฝึกออกเสียงเป็น พยางค์  คำ วลี ประโยค  และคำประพันธ์
3.  แบบฝึกเสริมทักษะบางแบบควรใช้ภาพประกอบ  เพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน  ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการฝึก  และจะช่วยยั่วยุให้ติดตามต่อไปตามหลักของการจูงใจ
4. แบบฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้นเป็นแบบฝึกสั้นๆง่ายๆ ใช้เวลาในการฝึกประมาณ  30  ถึง  45  นาที
5.  เพื่อป้องกันความเบื่อหน่าย  แบบฝึกต้องมีลักษณะต่าง ๆ เช่น  ประสมคำจากภาพ  เล่นกับบัตรภาพ  เติมคำลงในช่องว่าง  อ่านคำประพันธ์  ฝึกร้องเพลง  และใช้เกมต่าง ๆ ประกอบ
                        บ็อค  (Bock  1993 : 3)  ได้ให้ข้อพิจารณาในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ  ดังนี้
1.  กำหนดจุดประสงค์ให้ชัดเจน  เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบจุดมุ่งหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ
2.  ให้รายละเอียดต่าง ๆ เช่น  คำแนะนำในการทำแบบฝึกเสริมทักษะหรือขั้นตอนในการทำอย่างละเอียด
3.  สร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีรูปแบบที่หลากหลาย  เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียนมากที่สุด  เช่น  แบบฝึกเสริมทักษะอาจใช้รูปแบบง่าย ๆ โดยเริ่มจากการให้นักเรียน           ตอบคำถามในลักษณะถูกผิดจนถึงการให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น
4.  แบบฝึกเสริมทักษะควรสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียน  เช่น  การให้นักเรียนเขียนเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงในตารางหรือแผนภูมิที่ กำหนดให้
จากแนวคิดข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า  การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลักใน          การสร้างดังนี้
1. ต้องยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละวัยต้องคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ  แรงจูงใจของนักเรียน
2.  ต้องตั้งจุดประสงค์ในการฝึกว่าต้องการฝึกเสริมทักษะใด  เนื้อหาใด  ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อะไร
3.  แบบฝึกเสริมทักษะต้องไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไป  คำนึงถึงความสามารถของเด็กและต้องเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก
4.  ต้องศึกษาขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ  ปัญหาและข้อบกพร่องของนักเรียน
5.  แบบฝึกเสริมทักษะต้องมีคำชี้แจง  และควรมีตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจมากขึ้น  และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
6.  แบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลายรูปแบบ  หลายลักษณะ  เพื่อจูงใจในการทำ  ทำให้นักเรียนมีความรู้สึกว่ามีจำนวนไม่มาก
7.  ควรมีรูปภาพประกอบที่สวยงามเหมาะสมกับวัยของเด็ก
8.  ควรใช้ภาษาสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือคำสั่ง
9.  ควรมีการทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้จริง
10.  ควรจัดทำเป็นรูปเล่ม  ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้ง่าย  นักเรียนสามารถนำมาทบทวนก่อนสอบได้

 หลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ
                        การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้มีประสิทธิภาพ  สำหรับนำไปใช้กับนักเรียนนั้น  ต้องอาศัยหลักจิตวิทยาในการเรียนรู้  และทฤษฎีที่ถือว่าเป็นแนวความคิดพื้นฐานของการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะเข้า ช่วย  เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถของนักเรียน
                        เดโช  สวนานนท์  (2521 : 159 – 163)  ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้ของ  ธอร์นไดค์  และสกินเนอร์  (Thorndike  and  Skinner)  ดังนี้ ธอร์นไดค์  ได้ตั้งกฎการเรียนรู้ขึ้น  3  กฎ  ซึ่งนำมาใช้ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ  ได้แก่
1.  กฎแห่งผล  (Law  of  Effect)  มีใจความว่าการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองจะดียิ่งขึ้นเมื่อผู้เรียนแน่ใจว่าพฤติกรรมตอบสนองของตนถูกต้อง  การให้รางวัลจะช่วยส่งเสริมการแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ อีก
2.  กฎแห่งการฝึกหัด  (Law  of  Exercise)  มีใจความว่า  การที่มีโอกาสได้กระทำซ้ำ ๆ ในพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งนั้น ๆ จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  การฝึกหัดที่มีการควบคุมที่ดีจะส่งเสริมผลต่อการเรียนรู้




อ้างอิง : http://learners.in.th/blog/pungkung007/148590


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น